โตขึ้นอยากเป็นอะไร คำถามเดิม ที่คำตอบที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย

โตขึ้นอยากเป็นอะไร คำถามเดิม ที่คำตอบที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย

เราทุกคนน่าจะเคยถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร คำตอบของคนแต่ละยุคสมัยก็น่าจะแตกต่างกันไป และในวันนี้หากเราถามเด็กยุค 4.0 ว่า อาชีพในฝันของเด็กยุคใหม่คืออะไร คำตอบที่ได้ย่อมแตกต่างออกไปเพราะการหางานในยุคสมัยนี้มีการเปิดกว้าง มีหลากหลายอาชีพ และมีหลายอย่างที่เราไม่เคยคิดว่าจะเป็นอาชีพแต่วันนี้กลายเป็นอาชีพ เรามาดูกันสิว่าเด็กไทยอยากทำงานอะไร

  1. อาชีพหมอยังคงเป็นอาชีพในฝันของคนทุกสมัย แต่เด็กสมัยนี้จะระบุชัดว่าอยากเป็นแพทย์เฉพาะด้านใด  เช่น แพทย์ทางด้านสมอง แพทย์ทหาร และแพทย์ผิวหนัง
  2. ชัดเจนขึ้นกับอาชีพ นักกีฬา เด็กส่วนใหญ่อยากเป็นนักฟุตบอลนอกจากความเท่แล้วยังรู้ว่าได้ค่าตอบแทนมหาศาล และสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติได้
  3. อาชีพใหม่มาแรงอย่าง เกมเมอร์ หรือ นักแคสเกม เด็กหลายฝึกฝนเพื่อไปถึงจุดที่สามารถประกอบอาชีพได้ ในวงการเกม อาชีพนี้สร้างรายได้และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศได้เช่นกัน
  4. การรับรู้ถึงอาชีพเชฟ ที่ขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น ภาพของเชฟในการรับรู้ของเด็กยุคใหม่ชัดเจนมากขึ้นกว่าคนทำอาหาร และมองเห็นคุณค่าของอาชีพมากขึ้น ภายใต้อาชีพที่ดูเหมือนจะอยู่แค่ในครัว เด็กๆได้เรียนรู้จากสื่อมากขึ้นมามีบทบาทความรับผิดชอบมากมายและก็แฝงความเท่ไว้ไม่ต่างจากอาชีพหลักๆ
  5. ทหารและตำรวจ ยังคงไม่เคยหายไปจากอาชีพในฝัน เป็นอาชีพที่เท่ในสายตาเด็กๆเสมอ เพรามีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองประเทศ ได้รับใช้ประชาชนและประเทศชาติ ผู้บริหาร Adecco ชี้ผลสำรวจอาชีพในฝันสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน
  6. นักดนตรี ศิลปิน อาชีพที่เดิมเป็นเพียงพรสวรรค์ ปัจจุบันมีสถาบันเพื่อทำการฝึกฝนอย่างจริงจังและเตรียมพร้อมสู่การเป็นศิลปินมืออาชีพ เด็กหลายคนที่รู้ตัวว่าชอบอะไรได้เข้ารับกรฝึกฝนอย่างจริงจังตั้งแต่ยังเล็ก
  7. น่าชื่นใจที่อาชีพ นักสังคมสงเคราะห์ จิตอาสา และกู้ภัย เป็นอาชีพที่เด็กไทยอยากทำ สะท้อนให้เห็นว่าเด็กไทยเริ่มเห็นความสำคัญของการช่วยเหลือผู้อื่น และทำประโยชน์ให้กับสังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

เราจะเห็นได้ว่าเด็กรุ่นใหม่ มีทัศนคติต่อการหางานที่แตกต่างจากเดิม ทัศนคติต่อรูปแบบการทำงานมีความแตกต่างกันออกไปโดยไม่ยึดติดกับหารหางานประจำรายได้สูง ที่ให้คามมั่นคงแต่มีทัศนคติที่ดีต่องานอิสระและการเป็นผู้ประกอบการ การสร้างเส้นทางอาชีพและไลฟ์สไตล์ที่ลงตัว เมื่อเด็กบอกถึงอาชีพที่อยากทำก็คงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่จะช่วยให้ความฝันของเด็กๆเป็นจริง  การเรียนการสอนควรเน้นเรียนรู้ทักษะแก้ไขปัญหา ทักษะทางสังคม ส่งเสริมการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

 

ฟรีแลนซ์ แท้จริงอิสระอย่างที่ต้องการหรือไม่

ฟรีแลนซ์ แท้จริงอิสระอย่างที่ต้องการหรือไม่

 

การทำงานเป็น Freelance นั้นข้อดีก็มีอยู่มากมาย สิ่งที่ดีที่สุดนั้นก็คงเป็นการที่คุณไม่ต้องเข้างาน 8 โมงเช้า เลิกงาน 5 โมงเย็น ต้องเอาตัวเองไปทำงานในออฟฟิตผ่านรถติดกว่าชั่วโมง มีภาษีสังคมมากมายตามมาก ต้องเจอเจ้ากรรมนายเวรที่บางทีมาในรูปเพื่อนร่วม  คุณอาจได้รายได้ดีกว่าการทำงานประจำหลายเท่าตัว แต่เหรียญมีสองด้านแน่นอนเพราะอีกด้านของการทำงาน Freelance ที่ไม่ได้สวยงาม และ อิสระก็มีเหมือนกัน เราอยากให้คนที่กำลังจะหางานเป็น Freelance ได้ลองพิจารณาดู

 

  1. การทำงานฟรีแลนซ์ทุกอย่างจะมาอยู่ที่คุณ จะต้องทำงานคนเดียว ตัดสินใจคนเดียว ต้องทำทุกอย่างตั้งแต่ หางาน  นำเสนองานพูดคุยกับลูกค้า จึงควรเป็นคนที่มีทักษะในการติดต่อประสานงานที่ดี มีความสามารถในการตัดสินใจ
  2. ต้องรับมือกับการแก้งาน ที่อาจหาที่สิ้นสุดไม่ได้ การแก้ไขจาก Feedback ลูกค้า เป็นเรื่องปกติ หากมันคือ 1-2 ครั้ง แต่บางครั้งมันไม่จบเท่านั้น ดังนั้นอย่าลืมที่จะทำการตกลงว่าขอบเขตการแก้ไขงานจะเป็นอย่างไร
  3. ไม่ใช่จะมีงานเข้ามาทุกเดือน อย่าฝากความหวังกับความสำเร็จที่ผ่านมา จะหางานยังไงให้มันพอดีกับค่าใช้จ่ายและการดำรงชีวิตสิ่งนี้ต้องคิดด้วย การทำงานฟรีแลนซ์แม้คุณจะมี Portfolio ที่ดีก็ไม่ได้การันตีว่างานจะวิ่งมาหาคุณตลอด
  4. ถ้าอยากรุ่งในวงการนี้ อย่าลืมฝึกทักษะภาษาอังกฤษ เพื่อขยายฐานลูกค้า เวลาที่ทำงานในองค์กรใหญ่จะมีหน่วยสนับสนุนจัดการเรื่องต่างๆในการประสานงานให้คุณแต่นี่ไม่มีคุณต้องลุยเดียวฉะนั้นไปฝึกภาษามาจะดีกว่า
  5. อย่าพยายามหารายได้จากทางเดียว น้อยนักที่การทำงานเป็น Freelance แพงสายงานเดียวจะสร้างรายได้ให้คุณได้มากพอ ควรฝึกฝนทำงานในสายงานที่ใกล้เคียงไว้ด้วยเพื่อเพิ่มโอกาสในการได้งานและลดต้นทุนในการต้องไปจ้างงานต่อให้ผู้อื่นรับไปทำ
  6. เคยเบื่อเพื่อนร่วมงาน แต่นี่อาจจะเหงานจนอยากกลับไปเจอความวุ่นวาย เพราะคุณจะทำงานแบบไม่มีเพื่อนทำงานเลย ความเปล่าเปลี่ยว เดียวดาย มันเกิดขึ้นได้ สังคมแบบเดิม เช่น ดาร Hangout หลังเลิกงาน การไปเที่ยว Outing กับบริษัทมันก็หายไปนะ
  7. คงห่างไกลคำว่า อิสระทางการเงิน หกคุณขาดความรับผิดชอบทางการเงินจง วางแผนการใช้จ่าย เก็บออมเงินสำรองอย่างน้อย 6 เดือน เพราะ Freelance แถวหน้าก็ยังไส้แห้งได้ในบางโอกาส ยิ่งเจอ Credit Term ยาวๆแบบ 60 วันงานนี้ก็อาจใจหายได้ถ้าไม่มีเงินสำรองเลี้ยงชีพตัวเอง

เราเพียงนำเสนออีกด้านของงาน Freelance ให้คุณพิจารณากันดู ทุกอาชีพและรูปแบบการทำงานมีข้อจำกัดและความท้าทายทั้งนั้น คนทำงานทุกคนต้องรับมือและเรียนรู้กันไป ไม่ว่าทำงานอะไรก็จะมีความสุขได้ทั้งนั้น

 

นักบัญชี รับไปเลยจ้าตำแหน่ง “อาชีพที่ไม่ตกงาน”

นักบัญชี รับไปเลยจ้าตำแหน่ง “อาชีพที่ไม่ตกงาน”

เรียนจบบัญชีสบายไปร้อยอย่าง คำพูดนี้น่าจะจริง เพราะไม่ว่าธุรกิจจะเปลี่ยนรูปแบบไปยังไงเรื่องเงินทองและเรื่องบัญชีก็ยังคงมีความสำคัญตราบใดที่ยังมีการซื้อขาย มีเงินเข้าและออก “นักบัญชี” ก็ยังคงมีความสำคัญอยู่เสมอ ข้อดีของการเรียนจบบัญชีนั้น นอกจากการหางาน หรือ สมัครงานที่ไหนก็แสนจะง่ายดายมีคนอ้าแขนรับแล้วก็ยังมีข้อดีอื่นๆอีกมากมาย และตอนนี้ก็ยังมีแนวโน้มว่าเป็นอาชีพที่ขาดแคลนอยู่ไม่น้อยถ้าใครคิดจะเรียนบัญชีก็น่าจะไม่ต้องกังวลกับการหางาน  ว่าแล้วมาดูข้อดีของการเรียนบัญชีกันเถอะ

  1. มีงานรองรับแน่นอน “นักบัญชี” คืออาชีพที่ทุกบริษัทหรือองค์กรจำเป็นต้องมี และยังเป็นอาชีพขาดแคลนและเป็นที่ต้องการที่สุดอยู่ตลอด บางคนอาจโดนจองตัวทำงานกันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบเลยก็ได้  องค์กรหรือบริษัทต่างๆ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ต่างก็แย่งชิงตัวนักบัญชีหรือผู้สอบบัญชี
  2. ค่าตอบแทนสูง และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามประสบการณ์ การผ่านการรับรองจากสมาคมวิชาชีพจะทำให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น ยิ่งหากผ่านการอบรมระดับอินเตอร์ยิ่งได้รับค่าตอบแทนสูงแบบที่น่าตกใจ
  3. เป็นอาชีพเสรี มีโอกาสโกอินเตอร์ทั่วโลก นักบัญชี ถือเป็น 1 ใน 8 อาชีพที่มีข้อตกลงให้สามารถเคลื่อนย้ายไปทำงานได้อย่างเสรีในประเทศสมาชิกอาเซียน นักบัญชีที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญภาษา ก็ยังมีโอกาสโกอินเตอร์สามารถไปทำงานในต่างประเทศพร้อมกับรายได้ที่สูงยิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวด้วย
  4. ไม่ต้องอยู่ประจำองค์กร ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ก็ยังได้ นอกจากจะทำงานประจำนั่งโต๊ะแล้ว นักบัญชีก็ยังสามารถรับทำบัญชีแบบอิสระหรือฟรีแลนซ์ได้ และค่าตอบแทนดีมากด้วย ยิ่งถ้าสามารถก้าวสู่การเป็น “ผู้ตรวจสอบบัญชี” หรือตั้งบริษัทรับทำบัญชีเป็นนายตัวเองยิ่งจะได้รับรายได้สูงขึ้นไปอีก
  5. ไม่มีใครมาแย่งเพราะอาชีพ นักบัญชี และ ผู้สอบบัญชี (Auditor) ถือเป็นวิชาชีพอย่างหนึ่งที่ต้องผ่านการเรียนและสอบใบประกอบวิชาชีพ มีกฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาบัญชีเท่านั้นถึงจะมาทำหน้าที่นี้ได้ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนสายอื่นมาแย่งงาน
  6.      หลักสูตรมีการเรียนวิชาพื้นฐานอื่นๆ ทางธุรกิจด้วย ทั้งการเงิน (Finance), การตลาด (Marketing), และธุรกิจ (Business)  ทำให้หางานนอกสายงานบัญชีได้  เช่น งานธนาคาร งานที่ปรึกษา งานวางแผนควบคุมภายใน เป็นที่ปรึกษา (Advisory) ให้กับบริษัทต่างๆ ในเรื่องของบัญชีและภาษีได้ หรืออาจจะเป็นนักเขียนโปรแกรมทางบัญชีก็ได้  งานวางระบบบัญชี หรืออื่นๆ ในฝั่งบริหารก็สามารถไปทำได้หมด

 

ตกงานต้องทำยังไง รวมข้อแนะนำดีๆไว้ที่นี่

ตกงานต้องทำยังไง รวมข้อแนะนำดีๆไว้ที่นี่

 

หากคุณกำลังตกงาน ขอให้ตั้งสติให้ดี อย่ามัวนั่งจิตตก มีหลายสิ่งที่คุณต้องทำเพื่อรักษาสิทธิของตัวเอง และเตรียมความพร้อมสู่การหางานใหม่ มาเถอะมาลุกขึ้นสู้ คุณทำได้แน่นอน เราขอเอาข้อแนะนำดีๆมาบอกกล่าวกัน

1.จัดการเรื่องประกันสังคม โดยติดตามเรื่องเงินช่วยเหลือกรณีว่างงาน และ การเลือกว่า จะรักษาสิทธิความคุ้มครองจากสำนักงานประกันสังคมต่อไปหรือไม่   สำหรับลูกจ้างที่มีการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนว่างงาน จะมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือ สำหรับผู้ถูกเลิกจ้าง จะได้รับประโยชน์ทดแทนในอัตรา 50% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 180 วัน สำหรับผู้ลาออกจากงาน ได้รับในอัตรา 30% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ตามเงื่อนไขในการส่งเงินสมทบแต่ละกรณี โดยผู้ประกันตนจะต้องไปขึ้นทะเบียนหางานที่สำนักงานจัดหางานของรัฐ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ว่างงาน

  1.   ตรวจเช็คข้อมูลทางการเงินของตนเองเป็นการด่วนว่า มีสินทรัพย์ หนี้สิน เงินลงทุน ภาระผูกพันอะไรอยู่บ้าง ยังมีแหล่งรายได้ที่ยังเหลืออยู่บ้างไหม และมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ของตนเองและครอบครัวอยู่เท่าไร จัดการกับสุขภาพการเงินของคุณให้ดีอย่างสร้างหนี้เพิ่มและพยายามลดรายจ่าย  ลดรายจ่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต จ่ายให้น้อยลง

4.จัดการเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  ในส่วนเงินสะสมและผลประโยชน์เงินสะสม ส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบ จะได้รับก็ต่อเมื่อคุณปฏิบัติตามเงื่อนไขของกองทุน เช่น มีอายุงานถึงเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อคุณออกจากงานจะมีทางเลือกคือ รับเงินก้อน โดยถือว่าเป็นการลาออกจากระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือไม่รับเงินก้อนนี้ โดยคงเงินไว้ในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก่อน เพื่อรอโอนย้ายไปยังกองทุนสำรองใหม่ของบริษัทนายจ้างในอนาคต

5.มองหางานใหม่เร่งหางานใหม่ให้ได้เร็วที่สุด เป็นเรื่องดีแต่ควรหางานที่จะทำให้มีความสุขระยะยาว โดยพิจารณา ตัวงาน รายได้ และ ผู้ร่วมงาน  เมื่อมีงานที่หมายปองไว้แล้วถึงเวา อัพเดทเรซูเม เพิ่มเติมประสบการณ์และความสามารถลงไปเพื่อเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง และอย่าลืม เปลี่ยนข้อมูลและรูปปถ่ายให้เป็นปัจจุบัน

6.ใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง  ระหว่างหางานใหม่ที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ปล่อยเวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็ควรมีการพัฒนาตนเอง โดยเฉพาะทักษะด้านการสื่อสารในภาษาต่างประเทศ ฟัง พูด อ่าน เขียน และการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์

7.มองหาความท้าทายใหม่ๆ   ถ้าคุณเคยฝันถึงอาชีพอิสระ นี่อาจเป็นโอกาสในการหางานแบบที่ต้องการ การเป็นเจ้านายตนเอง ไม่ต้องคอยเป็นลูกจ้างใคร การทำงานในลักษณะ Freelance อาจจะมาถึงคุณในเวลานี้

  1. ในเมื่อตกงานแล้วก็อู้สักหน่อย ไปชาร์จแบตตัวเองให้เต็มที่ ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ต้องทำงาน ใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างเต็มที่ เดินสายพบปะสังสรรค์ ญาติที่ห่างหาย เพื่อนฝูง หรือผู้ร่วมงานเก่าๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต มีแรงแล้วก็หางานใหม่ อย่าเครียดจนเกินไปยิ่งจะทำร้านตัวเองไปกันใหญ่

 

Tourism Management เขาเรียนอะไรกัน จบมาแล้วหางานอะไรได้บ้าง

Tourism Management เขาเรียนอะไรกัน จบมาแล้วหางานอะไรได้บ้าง

การจัดการการท่องเที่ยวนั้นสำคัญมากในยุคที่ประเทศไทยได้ประกาศตัวเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว ในการจัดการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวโดยการใช้รูปแบบดั้งเดิมตามสัญชาตญาณนั้นไม่เพียงพอแน่นอนสำหรับการทำธุรกิจท่องเที่ยว  เราจึงพบว่าหลากสถานบันมีหลักสูตร Tourism Management  ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าเรียนอะไรกันบ้าง

หลักสูตร Tourism Management   จะเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนในการทำงานในธุรกิจท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันก็ยังบูรณาการทักษะของการบริหารจัดการการบริการไว้อย่างลงตัวผู้เรียนจะได้พัฒนาทักษะการบริหารจัดการ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวและการบริการ โดยประกอบด้วยการเรียนภาคทฤษฎีกับผู้เชี่ยวชาญ และกรณีศึกษาต่าง ๆ ที่จะทำให้มีความเข้าใจถึงประเด็นและคอนเซ็ปที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการอย่างครอบคลุม ผู้เรียนจะได้เรียนทักษะที่หลากหลาย เช่น การจัดทำนโยบายและแผน พร้อมกับการพัฒนาศักยภาพด้านการทำวิจัย การบริหารเวลา และทักษะการนำเสนองาน

คำถามต่อมาก็คงไม่พ้นว่า เรียนจบแล้วจะหางานอะไรทำ ไม่ต้องกังวลไปเลยเพราะผู้ที่จบสาขานี้สามารถหางานตรงสายงาน หรือ หางานนอกสายงานก็ได้ ล้วนแต่เป็นงานที่ท้าทายและสร้างรายได้ได้อย่างน่าพอใจ  จากสถิติพบว่า สำหรับเด็กที่จบไป สามารถหางานได้มากถึง 77 % เลยทีเดียว โดยตำเเหน่งที่นิยมมาก  คือ ผู้จัดการevent, marketing รวมไปถึง บริษัทเอเย่นต์ท่องเที่ยว

การทำงานที่ตรงสาย   อาทิ ตำแหน่ง  Travel Manager  ,Tourist information Centre manager, Tourist Information Center representative, Travel Agency Manager

ส่วนงานที่ไม่ตรงสายที่เรียนมาแต่ใช้ทักษะที่เรียนมาประยุกต์ใช้ได้ ได้แก่ Customer Service Manager, Event Organizer, Hotel Manager, Marketing Executive , Outdoor activities/outdoor education manager

บริษัทที่จ้างงานนั้นมีมากมาย นอกจากจะหางานในสายท่องเที่ยวเเล้ว สามารถหางาน sub-sectors หรือ ธุรกิจย่อยๆที่อยู่ในสายการท่องเที่ยวได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น สายการบิน โรงเเรม พิพิธภัณฑ์   ทักษะที่บริษัทต่างๆมองหาในตัวผู้ที่จบมาทาง Tourism Management  ได้แก่  ความเป็นผู้นำ (Leadership) เพราะต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจหลายอย่างและรองรับความต้องการของผู้รับบริการที่หลากหลาย   การทำงานเป็นทีม(Teamwork)  คุณต้องร่วมงานกับผู้คนที่หลากหลาย ทั้งเพศสภาพ ความเชื่อ วัฒนธรรม การมีทักษะทำงานเป็นทีมจะช่วยให้คุณยอมรับผู้อื่นและสร้างการยอมรับได้     ทักษะในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า(Problem-solving ability) สถานการณ์ที่ต้องเจอนั้นส่วนใหญ่เป็นการผสานผลประโยชน์ให้ผู้รับบริการและสร้างความประทับใจ หลายครั้งที่มีปัญหาที่เราอาจเรียกว่ามันแสน งี่เง่า แต่มันไม่ใช่เรื่องที่คุณจะสามารถใช้อารมณ์ได้แต่ต้องใช้สติในการแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด  ทักษะด้านการสื่อสาร (Communication skills, with a strong customer focus) ในที่นี้หมายถึงการใช้ภาษาอังกฤษและภาษาที่สามอย่างคล่องแคล่ว รวมถึงความสามารถในการนำเสนอ ( Presentation skills) สื่อสารเพื่อการโน้มน้าวจิตใจคู่สนทนาด้วย  (Customer-centric strong) ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตเบื้องต้น (Basic computer skills)  ซึ่งเป็นปกติที่ควรต้องมีอยู่แล้ว