Resume แบบนี้อย่าได้ใช้สมัครงาน ไม่อยากพลาดต้องมาดู

Resume แบบนี้อย่าได้ใช้สมัครงาน ไม่อยากพลาดต้องมาดู

Resume คือ สิ่งแรกที่จะทำให้องค์กรรู้จักผู้สมัครงาน ในการสมัครงานถ้าคุณเตรียม Resume ไม่ดีก็คงต้องบอกว่าคุณถูกกันออกมาจากการพิจารณาไปครึ่งตัวแล้ว องค์กรหลายแห่งให้ความสำคัญมากเพราะว่ามันสะท้อนถึงความคิดอ่าน ความมีระเบียบ ความสามารถในการจัดการของผู้สมัครงาน เพื่อไม่ให้คุณคือคนที่พลาดมาดูว่า ไม่ควรทำอย่างไรกับ Resume ของคุณ

  1. อย่าให้ข้อมูลเท็จ การบิดเบือนข้อมูล หรือ พูดเกินจริง เมื่อถูกตรวจสอบพบมีแนวทางเดียวคือไม่รับพิจารณาใบสมัครของคุณ มันยังทำให้คุณดูไม่มีจริยธรรมความซื่อสัตย์อีกด้วย
  2. รูปแบบของ Resume มีสีสันเกินไปไม่เป็นมืออาชีพ จนดูไม่เป็นทางการ แสดงถึงการที่คุณขาดรสนิยมและมีความคิดอ่านวกวน
  3. ณุปถ่านที่ไม่ควร เช่น รูปใส่ชุดครุย รูปถ่านที่ทำการเซลฟี่ ใส่ชุดไม่เรียบร้อย
  4. ใช้ขนาดตัวอักษรเล็กหรือใหญ่เกินไปและไม่ตรวจสอบว่าใช้แบบเดียวกันทั้งเอกสารหรือไม่ แนะนำให้ใช้ตัวอักษรขนาด ควรอยู่ที่ 16pt หรือเล็กที่สุดคือ 12 pt
  5. ยาวเกินไป เนื้อหาไม่ควรยาวเกิน 2 หน้ากระดาษ A4 เน้น ข้อมูลที่สำคัญ ผลงานความสำเร็จที่อยากนำเสนอเป็นพิเศษ ก็พบแล้วอย่าเอาอะไรมาเยอะเกินความจำเป็น
  6. ส่งด้วย Email ออฟฟิศที่ทำงานปัจจุบัน มันจะแสดงว่าคุณใช้เวลาและทรัพยากรบริษัทมาใช้ในเรื่องส่วนตัว
  7. ชื่อ Email ไม่เหมาะสม เช่นคำว่า naruk eiei ที่มีในชื่อ e-mail ควรที่จะใช้ชื่อและใช้ตัวย่อของนามสกุลจะดีกว่าเป็นชื่อ e-mail
  8. ไม่ต้องนำเสนอสิ่งที่เคยทำเมื่อนานมาแล้ว ควรเสนอผลงานปัจจุบันให้มากที่สุด งานที่เก่าเกิน 10-15 ปี ไม่จำเป็นต้องนำมาเสนอ
  9. ไม่ตรวจทาน พื้นฐานไวยากรณ์มั่ว หรือพิมพ์ตัวสะกดผิด แสดงถึงความไม่ใส่ใจของคุณ
  10. ลืมที่จะบอกว่าทำไม่จึงอยากร่วมงานกับองค์กร

เรื่องพลาดๆพวกนี้ไม่เพียงแต่เกิดกับผู้สมัครงานมือใหม่ผู้ที่ผ่านการทำงานมานานก็มักตกม้าตายเพราะไม่เตรียมตัวและคิดว่า Resume ไม่สำคัญกับการสมัครงานคุณคิดผิดแล้วบางคนนั้นส่ง Resume ที่ไม่เรียบร้อยไป HR จะไม่ดูอะไรเลยและพร้อมโยนทิ้งทันที ฉะนั้นจำไว้เสมอว่านี่คือสิ่งที่จะสร้างความประทับใจให้กับองค์กรในการเลือกคุณไปสัมภาษณ์และรับเข้าทำงาน ปัจจุบันมีการแนะนำวิธีการเขียนและนำเสนอ Resume มากมายควรหาเวลาศึกษาเพื่อที่จะทำให้คุณสามรถนำเสนอ Resume ที่สร้างความประทับใจได้   ยิ่งหากเป็นการส่ง Hard Copy ไปทางไปรษณีย์คุณยิ่งต้องให้ความสำคัญในเรื่องหมึกพิมพ์ กระดาษ การจ่าหน้าซอง เพราะทุกอย่างทุกขั้นตอนมันสามารถสะท้อนความตั้งใจของคุณได้

เจาะเทรนด์คนรุ่นใหม่อยากทำงานกับ Startup ความท้าทายที่ต้องพร้อมรับความเสี่ยง

เจาะเทรนด์คนรุ่นใหม่อยากทำงานกับ Startup ความท้าทายที่ต้องพร้อมรับความเสี่ยง

รูปแบบการทำงานแบบใหม่ที่น่าสนใจของคนรุ่นใหม่คือรวมงานกับ Startup เด็กจบใหม่หลายคนอยากสมัครงานร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Startup เพราะมองว่ามีความท้าทายสูง มีโอกาสในการคิดริเริ่มอะไรใหม่ๆ เราจึงเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งที่หันหลังให้การสมัครงานในองค์กรใหญ่ๆ หรือไม่สนใจการสมัครงานราชการ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจเช่นนี้ควรมองอีกด้านของการทำงานกับ Startup  เพราะบนความท้าทายก็ต้องพร้อมรับความเสี่ยงในเรื่องเหล่านี้ด้วย

อย่างแรก เรื่องเงินๆทองๆ  คุณอาจได้เงินเดือนและผลประโยชน์ไม่แน่นอน ไม่เหมือนบริษัทใหญ่ๆ ไม่มีมาตรฐานว่าเงินเดือนสตาร์ทอัพต้องจ่ายเงินเดือนค่าตอบแทนให้ผู้ร่วมงานเท่าไหร่อาจจะขึ้นกับผลประกอบการหากคุณต้องการรายได้ประจำเพื่อจัดการค่าใช้จ่ายนี้อาจไม่ตอบโจทย์คุณ

ต่อมาถามตัวเองว่าทนต่อการเปลี่ยนแปลงหรือการไม่มีรูปแบบได้หรือไม่ ถ้าคุณชอบอะไรที่ค่อนข้างไม่มีการเปลี่ยนแปลงไม่ต้องปรับตัวมาก คุณอาจไม่เหมาะกับวิถีนี้ เพราะ Startup นั้นต้องทำอะไรเร็ว ล้มเหลวเร็วแก้ไขเร็วถ้าคุณไม่ตอบสนองวัฒนธรรมเช่นนี้จะอยู่ยาก

อย่าถามหาโครงสร้างตายตัว หรือความก้าวหน้าในงาน เพราะ Startup มักจะทำงานบนพื้นฐานขององค์กรแนวราบคุณอาจไม่รู้ว่าอีก 3-5 ปีคุณจะอยู่จุดไหนขององค์กร  ไม่แน่ชัดว่าต้องอยู่ภายใต้คำสั่งใคร คุณอาจทำงานโดยไม่มีหัวหน้าไม่มีคนมาช่วยติวช่วยสอนงาน  ถ้าหวังจะมีคนสอนงานที่เป็นระบบจงไปองค์กรใหญ่ๆ

ความกดดันมีอยู่ทุกอณูอากาศ เพราะความท้าทายมักมาพร้อมความกดดัน เสมอ ต้องเร็วต้องรีบต้องเยี่ยมต้องดีต้องโดดเด่น การเป็นยูนิคอร์นอาจจะไม่ได้มาพร้อมความสวยหรูสบายคิดอย่างสร้างสรรค์ไร้แรงกดดันเพราจริงๆทุกการทำงานต้องการผลลัพธ์ Startup ก็เช่นกัน

 

ไม่ค่อยมีทรัพยากร ต้องเข้าใจคำว่าริเริ่ม การเริ่มต้นนั้นจะถามหาทรัพยากรที่มาสนับสนุนการทำงานคงยากแต่ละคนต้องดูแลตัวเองใช้ของร่วมกันให้เกิดประโยชน์ ไม่มีฝ่ายสนับสนุน ทุกคนทำงานหลายฟังก์ชั่น ไม่เหมือนองค์กรขนาดใหญ่ที่คุณอาจจะโฟกัสแค่งานของคุณแต่นี่คือต้องทำทุกอย่าง

สถานการเงินของ Startup อาจไม่เสถียร หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุน คราวนี้การจ้างงานอาจไม่ต่อเนื่อง ถ้านักลงทุนเขาถอนทุนขึ้นมา ทุกคนใน Startup อาจต้องจบการทำงานที่ตรงนี้ ถ้ามองว่าเป็นการหาประสบการณ์ก็สามารถทำได้แต่พิจารณาดีๆการใช้เวลา 1-2 ปีไม่แย่ที่คุณจะเรียนรู้แต่ถ้ามีภาระทางการเงินคิดดูให้ดีๆก่อนลงมาร่วมงานกับ Startup บางคนก้าวเท้าเข้ามารับแรงกดดันไม่ไหวถอยไปก็มาก ยังไงคิดให้ดี

รู้จักการทดสอบความสามารถทางภาษา ใบเบิกทางสู่การหางานที่เหนือชั้น

รู้จักการทดสอบความสามารถทางภาษา ใบเบิกทางสู่การหางานที่เหนือชั้น

การทดสอบทางภาษาเป็นสิ่งสำคัญที่จะเบิกทางให้คุณไปทำงานในตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ควรมีประกอบเป็นหลักฐานในการสมัครงาน  โดยพื้นฐานเราให้ความสำคัญกับการทดสอบภาษาอังกฤษอยู่ 3 รูปแบบ คือ  TOEIC  ,TOEFL, IELTS ผู้สมัครงานทั่วไปอย่างน้อยควรมีคะแนน TOEIC เพื่อทำให้ผู้ว่าจ้างเห็นความสามารถทางภาษา  แต่การทดสอบอื่นๆก็น่าสนใจเช่นกันอย่างไรแล้วเรามาทำความรู้จักกับการทดสอบทั้งหมดกันดีกว่า เพื่อเป็นประโยชน์ให้ผู้สมัครงานได้เรียนรู้ว่าจะวางแนวทางมรการทดสอบภาษาอย่างไร

การทดสอบแรกคือ  TOEIC ย่อมาจาก Test of English for International Communication เป็นการสอบวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษสำหรับผู้ต้องการสมัครงาน  เน้นการฟังและการอ่านเป็นหลัก รูปแบบข้อสอบปรนัย แบ่งเป็น การฟัง 100 ข้อ 495 คะแนน และ การอ่าน 100 ข้อ 495 คะแนน รวมจำนวนข้อสอบทั้งสิ้น 200 ข้อ คะแนนเต็ม 990 คะแนน แต่ปัจจุบันนี้แบ่งเป็น TOEIC Listening and Reading Test (การฟังและการอ่าน) และ TOEIC Speaking and Writing Tests (การพูดและการฟัง) สำคัญมากในสายงาน  การบิน งานโรงแรม งานท่องเที่ยว งานขนส่ง งานการเงิน ปิโตรเคมี ยานยนต์ โรงพยาบาล รวมทั้งบริษัทข้ามชาติ โดยมีการตั้งเกณฑ์คะแนนที่ยอมรับไว้ตั้งแต่ 450 / 550 / 650

การทดสอบทางภาษาแบบที่สองเรียกว่า TOEFL ย่อมาจาก Test of English as a Foreign Language เป็นแบบทดสอบความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ สำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำชาติ ทดสอบครอบคลุมทั้ง 4 ทักษะคือฟัง พูด อ่าน และเขียน แต่ละส่วนจะมีคะแนนให้ 30 คะแนนรวมทั้งหมดเป็น 120 คะแนน ซึ่ง TOEFL ใช้สำหรับศึกษาต่อในอเมริกา หรือ ในประเทศบางสถาบัน และยังใช้เพื่อการสมัครงานในตำแหน่งด้านวิชาการและตำแหน่งอื่นๆอีกมากมาย โดยมีการตั้งเกณฑ์คะแนนที่ยอมรับไว้ตั้งแต่ 79/120

อย่างสุดท้ายที่นิยมทำการทดสอบคือ IELTS ย่อมาจาก International English Language Testing System เป็นการวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษสำหรับผู้สนใจทั่วไป การทดสอบจะครอบคลุมทั้ง 4 ทักษะคือฟัง พูด อ่าน และเขียน จากนั้นจึงนำมาวัดระดับความสามารถทางภาษาซึ่งมีทั้งหมด 9 ระดับ ระดับ 1 คือไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เลย และระดับ 9 คือความสามารถในการใช้ภาษาดีเลิศ ซึ่งระดับที่ถือว่าใช้ได้ ผ่านเกณฑ์คือ 5.5 หรือ 6.5 ขึ้นไป

ทดสอบทางด้านภาษา จะช่วยยืนยันว่าคุณมีความสามารถในการใช้ภาษา เมื่อคุณยื่นผลการสอบประกอบการสมัครงาน คุณจะน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และยังช่วยปรับเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง หรือช่วยให้คุณมีโอกาสมากขึ้นอีกด้วย   หากคุณมีความสนใจในการทำงานร่วมกับบริษัทต่างชาติ ต้องการปรับเลื่อนเงินเดือน หรือต้องการสร้างความน่าเชื่อถือทางภาษาควรเตรียมตัวเพื่อทำการทดสอบทางภาษา และนอกจากภาษาอังกฤษยังมีภาษาอื่นๆที่น่าสนใจหากมีผลต่อการทำงานของคุณ เช่น ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเยอรมัน

ความสามารถและทักษะอะไร ที่คนหางาน 2018 ต้องมี

ความสามารถและทักษะอะไร ที่คนหางาน 2018 ต้องมี

มากกว่าการเรียนที่ได้จากสถานศึกษาการมีทักษะที่จำเป็นในการทำงาน ยังเป็นสิ่งที่ผู้สมัครงานยุคใหม่ควรที่จะมีติดตัวไว้ เพราะคุณจะได้รับการคัดเลือกมาเป็นผู้ร่วมงานขององค์กรได้ง่ายขึ้น เนื่องจากองค์กรยุคใหม่กำลังมองหาผู้สมัครงานที่มีมากกว่าความรู้ความสามารถแต่ต้องการคนที่มีทักษะในการทำงาน  เรามาค่อยๆดูไปพร้อมกันว่า ผู้สมัครงาน ยุค 2018 ควรมีทักษะอะไรบ้าง

  1. ทักษะการสื่อสารและเป็นนักสื่อสารที่ดี ต้องมีทักษะในการฟังด้วย ต้องฟังอย่างตั้งใจเสียก่อน การเป็นผู้ส่งสารกับผู้รับสารที่ดีจะสามารถทำให้การสื่อสารสมบูรณ์ในองค์กรที่มีการปฏิสัมพันธ์กันหลากหลายต้องการคนที่มีทักษะเช่นนี้ เพราะสามารถอธิบายสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน สามารถคุยกับคนที่ไม่คุ้นเคยได้ และยังสามารถ จูงใจผู้อื่นให้คล้อยตามได้
  2. ทักษะการทำงานเป็นทีมได้ดี มีความยืดหยุ่นและประนีประนอม เข้ากับคนได้ทุกประเภท เปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เคารพการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นไว้วางใจ ในและไว้ใจผู้อื่นด้วย
  3. มีทักษะในการแก้ปัญหา มองเห็นปัญหาก่อนที่มันจะกลายเป็นวิกฤต มีมุมมองที่แตกต่าง จัดการกับปัญหาได้ก่อนผู้อื่น สามารถเผชิญหน้ากับปัญหา และพยายามทางหนทางใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาอย่างไม่ย่อท้อ
  4. ทักษะการคิดริเริ่มและสร้างสรรค์ ชอบทดลอง ปรารถนาที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ แสวงหาทางเลือกใหม่ที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้
  5. ทักษะการบริหารจัดการ สามารถวางแผน งานและจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ ได้ดี รู้ว่าอะไรควรทำก่อน อะไรควรทำทีหลัง มีความสามารถในการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน และสามารถทำงานเสร็จตรงเวลา
  6. ทักษะการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์และบุคคลได้ดีเรียนรู้เร็ว พร้อมเปิดรับความคิดใหม่ ๆ เสมอ จึงไม่กลัวที่จะลองทำสิ่งที่แตกต่าง และสามารถจัดการกับความเปลี่ยนแปลงได้ดี
  7. ทักษะในเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ตระหนักรู้จักตัวเอง รู้ว่า ตัวเองจะอยากทำอะไร มี สามารถทำงานร่วมกับคนอื่น ยอมรับ/ เคารพในความแตกต่างหลากหลาย  สามารถนำเสนอผลงานตัวเองในเชิงสร้างสรรค์
  8. ทักษะเรื่องการใช้ ภาษาที่ 3 และการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการทำงาน ให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีและลดค่าใช้จ่าย มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการประสานงาน และสร้างผลงานที่เยี่ยมยอด

ทักษะที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นหลายคนมีพรสวรรค์ที่มีติดตัวมาแต่ขึ้นชื่อว่าทักษะสามารถที่จะฝึกฝนได้หากคุณมีความมานะพยายาม และการมีทักษะเหล่านี้จะทำให้คุณสามารถชนะคู่แข่งในการหางานได้ง่ายขึ้น และแน่นอนว่าจะทำให้คุณสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่องค์กรต้องการ  ดังนั้นอย่าลืมที่จะพัฒนาตัวเองให้มีทักษะเหล่านี้

เชคด่วน!! เรื่องพลาดๆที่คนหางานทำไปแบบไม่รู้ตัว

เชคด่วน!! เรื่องพลาดๆที่คนหางานทำไปแบบไม่รู้ตัว

หลายคนที่คิดว่าตัวเองเตรียมตัวสำหรับการสมัครวานมาอย่างดีแต่ทำไมไม่ได้งาน จริงๆแล้วคุณอาจมีสิ่งที่ผิดพลาดที่ทำไปขณะการสมัครงาน หรือ สัมภาษณ์งานอย่างที่ไม่รู้ตัว เรามาดูสิว่าคุณพลาดอะไรไปแล้วจะได้นำไปปรับปรุงเมื่อคิดจะสมัครงานอีกครั้ง

สมัครงาน

  1. มั่นใจเกินไปว่าฉันเก่ง การบอกข้อดีของตัวเอง ว่าเป็นคนเก่ง มีความสามารถ เพื่อให้บริษัทมองเห็นศักยภาพที่มีอยู่ เป็นสิ่งที่ควรทำแต่การแสดงออกท่าทางกิริยาของคุณต้องเป็นไปอย่างถ่อมควรมีความพอดี ไม่ดูอวดอ้างจนดูมั่นใจในตัวเองมากเกินไป
  2. พูดเรื่องจริงแค่จริงเดียว เช่น ตอบถึงจุดด้อยของคุณเพียงครึ่งเดียว และโอ้อวดว่าสามรถทำในสิ่งที่ทำไม่ได้ไปก่อนเพราคิดว่าเดี๋ยวไปฝึกได้ก่อนเริ่มทำงาน  หรือตอบมั่วโดยที่ไม่มีความรู้ในด้านนั้นอยู่เลย คนสัมภาษณ์ที่มีประสบการณ์จะรู้ทันทีว่าคุณโกหก
  3. เข้ารับการสัมภาษณ์ช้าไปนิดเดียวไม่เป็นไรหรอก ถ้าคิดแบบนี้คอผิดมากเพราะเท่ากับว่าคุณไม่บริหารเวลาไม่รับผิดชอบต่อคนอื่นๆที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้คนอื่นต้องรอเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง การมาสัมภาษณ์งานนั้นต้องศึกษาเส้นทางให้ดีวางแผนการเดินทางคิดเผื่อเรื่องการจราจรควรมาถึงสถนที่ก่อน 30 นาที เพื่อดูว่าจะต้องติดต่อไปที่ส่วนงานไหน และเป็นการทำความคุ้นเคยกับสถานที่จะได้ไม่ประหม่า ในทางตรงกันข้ามหามาถึงเร็วเกินไปก็ไม่ดี เช่นกัน
  4. วิจารณ์บริษัทเก่าสนุกปาก ยิ่งถ้ารู้ว่าคือคู่แข่งกับที่ใหม่ เรื่องนี้ผิดมาก การพูดถึงที่ทำงานเก่าเสียๆหายๆ เพื่อปกป้องตนเอง เป็นการแสดงให้เห็นถึงความคิดเชิงลบ แสดงออกถึงวุฒิภาวะของคุณด้วย ควรตอบอย่างสุภาพเมื่อถูกถามถึงที่ทำงานเดิมและควรเป็นไปอย่างให้เกียรติ
  5. ทำตัวสบายเดินไปจนลืมสัมมาคารวะ พูดคุยแบบผ่อนคลาย สบายๆ เพื่อให้การสัมภาษณ์นั้นไม่ดูไม่ตึงเครียดจนเกินไป เป็นเรื่องดี แต่คุณต้องไม่ลืมที่จะเว้นช่องว่างความเป็นอาวุโสหรือการให้เกียรติผู้ทำการสัมภาษณ์คุณ เรื่องของมารยาท และกาลเทศะในการสัมภาษณ์งานสำคัญมากและเป็นมารยาทสากล การคุยสนุกไม่จำเป็นต้องหยาบและการสร้างบรรยากาศที่ดีไม่จำเป็นต้องทำตลกนำ
  6. โพลงถามเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการอย่าไม่มีจังหวะ เรื่องนี้ถามได้แต่ต้องดูกาลเทศะ และเมื่อได้รับการเสนอเงินเดือนที่น้อยกว่าที่คิดไว้ต้องมีศิลปะในกาเจรจาอย่าพูดเชิงดุถูกว่าเงินแค่นี้คุณไม่สนใจเท่ากับทำลายอนาคตตัวเองในการสมัครงานเลยทีเดียว
  7. ร่ายยาวจนน่าเบื่อ ควรตอบให้กระชับ ชัดเจน มีโฟกัส สื่อได้ว่าที่พูดไปต้องการสื่อสารอะไร
  8. แต่งหรู ดูดีมีระดับแต่มากไปหน่อย ควรแต่งกายให้ดูดี มีความเป็นมืออาชีพ เครื่องประดับเรียบๆไม่กี่ชิ้น ส่วนชิ้นที่แวววายเปล่งประกาย กระเป๋าแบรนด์เนมหลักแสน ไม่ควรพกมาด้วย
8 องค์กรสุดว้าวที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด

8 องค์กรสุดว้าวที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด

แม้ว่าคนรุ่นใหม่หลายคนจะตั้งเป้าในการเป็นผู้ประกอบการ มีกิจการของตัวเองแต่ก็ยังมีอีกมากที่มุ่งสมัครงานในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีงานท้าทายมากมายรอให้เข้าไปมีส่วนร่วม เรามาส่องดูสิว่า องค์กรสุดว้าวที่มีผู้สมัครงานต้องการเข้าร่วมงานมากที่สุดมีที่ไหนกันบ้าง

อันดับ 1 เป็นของบริษัท ปตท. จำกัด  (มหาชน) หรือ PTT บริษัทพลังงานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงและมีสวัสดิการรวมถึงโปรแกรมในการพัฒนาศักยภาพพนักงานที่ได้รับการยอมรับสูงมาก

ปตท

อันดับ 2 บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG ซื้อนี้ติดอันดับเสมือด้วยความเป็นองค์กรนวัตกรรมที่เน้นความคิดสร้างสรรค์เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ปล่อยของได้เต็มที่จึงได้รับความนิยมสูง

อันดับ 3  Google ความโดดเด่นในด้านผลิตภัณฑ์และวัฒนธรรมองค์กรเป็นสิ่งดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่อยากทำงานกับองค์กรระดับโลกแห่งนี้ เสน่ห์ของ Google สะท้อนออกมาทั้งกับตัวผู้นำและสถานที่ทำงานไม่แปลกที่คนรุ่นใหม่จะอยากไปทำงานด้วย

อันดับ 4 บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นยังคงเป็นที่ต้องการของคนรุ่นใหม่สายงานวิศวกรรมอย่างต่อเนื่องด้วยวัฒนธรรมการทำงานมาตรฐานระดับโลกและสวัสดิการเงินโบนัสที่มากมายทำให้มีผู้สมัครงานล้นหลาม

อันดับ 5 บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด หรือ DTAC องค์การที่ขับเคลื่อนไปสู่การสร้างสังคมดิจิทัล มีการพัฒนาทุนมนุษย์ที่เรียกได้ว่าครบวงจร ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของพนักงานอย่างเต็มที่เป็นองค์กรที่คนยุคใหม่บอกได้เลยว่ารักมาก

อันดับ 6 บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP ALL ผู้นำการค้าปลีกที่หนึ่งของประเทศไทยเป็นองค์กรที่เน้นนวัตกรรมและสร้างความเป็นผู้นำให้กับพนักงานทุกระดับ จึงดึงดูดให้คนไปสมัครงานมากเช่นกัน

อันดับ 7 บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์และดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ภาพลักษณ์องค์กรที่สะท้อนความสมัยใหม่ผ่านบริการทำให้เป็นสัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ของจริง

อันดับ 8 บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ผู้นำในธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคอย่าง ยูนิลีเวอร์ มีสินค้าจัดจำหน่ายมากมาย พร้อมเปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงความสามารถ

เราจะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่แล้วเป็นกลุ่มองค์กรที่ทำธุรกิจโทรคมนาคม องค์กรธุรกิจชั้นนำระดับโลก ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล เป็นหลักที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วย เพราะตอนนี้ภาพการทำงานของคนรุ่นใหม่เป็นการทำงานในฐานะของคนที่เป็น Digital Worker เขามักแสวงหาองค์กรที่สะท้อนภาพความเป็นดิจิทัลที่ชัดเจนออกมาเพราะเชื่อว่าจะนำพาเขาไปสู่การทำงานรูปแบบที่ตอบสนองความต้องการได้และมีความท้าทายให้ทำรออยู่มาก

Gen Z กำลังมาองค์กรควรรับมือยังไงดี

Gen Z กำลังมาองค์กรควรรับมือยังไงดี

เดิมทีองค์กรรับมือกับคน Gen Y ที่กำลังเข้าสู่วัยทำงานในตำแหน่งผู้บริหารระดับต้น หรือ หัวหน้างาน ก็ว่าค่อนข้างจะหนักหนาแล้ว เพราะต้องดูแลคนในวัย Gen X และคนที่เป็น Baby boomer บางส่วนอีก แต่นี่ องค์กรยังไม่ทันจะได้หายใจทั่วท้อง การรับสมัครงาน ตำแหน่งใหม่ใน 2-3 ปีที่ผ่านมาองค์กรกำลังเจอเข้ากับคน Gen Z

มารู้จักคนกลุ่มนี้กันหน่อย Gen Z   คือคนที่เกิดหลังปี 1995เป็นกลุ่มที่มีอายุตั้งแต่ 23 ปีลงมา และกำลังอยู่ในวัยทำงาน  นิสัยละพฤติกรรมการทำงานของ Gen Z มีการวิเคราะห์ออกมาว่า เป็นคนที่คิดถึงตัวเองก่อน ไม่ชอบรอ ไม่อดทน ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เป็น มนุษย์เทคโนโลยีทำงานเฉลี่ยแต่ละที่ 7 เดือน  เน้น Work Hard, Play Hard มีความเป็น Job Hopper อย่างไรก็ตาม Gen Z ยังเป็นคนชอบเรียนรู้ และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง รู้จักวางแผน เก่งเทคโนโลยี แต่ไม่ชอบคำสั่ง ชอบคำอธิบาย ต้องการมีอำนาจในการตัดสินใจ ต้องการได้ Empower ต้องการทำงานที่หลากหลาย มีทักษะหลากหลาย (Multi Skill)

Gen Z

Gen Z  ชอบวางแผน ทำงานหลายชอบเผชิญโลกภายนอก การรับสมัครงาน เพื่อรับ Gen Y เข้ามาทำงานต้องเริ่มจากเปิดใจ เข้าใจ แล้วปิดช่องว่างที่เป็นจุดอ่อนของคนเจน Z ให้ได้ เน้นให้เขารู้สึกว่าจะสามารถทำงานข้ามสายงาน มีการทำงานเป็นทีมเวิร์ค

การสร้าง “ความผูกพันกับองค์กร” (Engagement) สำหรับ Gen Z  ต้องเน้นให้เห็นความสามารถที่จะทำให้เขาก้าวหน้าในสายงาน  แสดงให้รู้ว่าเขาจะมีโอกาสในการครีเอทงานใหม่ๆ ให้องค์กรอย่างไร ทำให้เห็นว่าองค์กรพร้อมจะให้เขาทำงานที่สนุก และเปิดโอกาสการเรียนรู้  การสร้างบรรยากาศในการทำงานนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ทำให้การสื่อสารเป็นเรื่องง่ายทำให้เรื่องที่ต้องมีกระบวนการทำได้ง่ายขึ้น เช่น  การยื่นขาดสายลาป่วย ก็ปรับให้ทำได้ง่ายๆ ในสมาร์ทโฟน มีข้อเสนอ เช่น ไม่ต้องใส่ยูนิฟอร์ม แต่งกายได้อิสระ เพื่อปลุกพลังสร้างสรรค์ ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน เพื่อกระตุ้นให้ Gen Z อยากทำงานมากขึ้น ทำออฟฟิศให้ดูสนุกสนานขึ้น ปรับรูปแบบโต๊ะให้น่านั่ง เปิดพื้นที่ให้เขาได้มานั่งมาคุยกัน สร้างบรรยากาศที่ดีให้เกิดขึ้น

Gen Z

สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) จะเหมาะกับ  Gen Z  เช่นให้สวัสดิการตามความสนใจ เช่น ค่าฟิตเนส สปา เรียนทำขนม จัดดอกไม้ หรือแพ็คเกจในโทรศัพท์ 4G

ทำให้องค์กรมี Startup ของตัวเอง ในองค์กรขนาดใหญ่ที่ไม่มีความคล่องตัวในการทำงานเกิดไอเดียการทำ Startupขึ้นมาเอง โดยเปิดช่องทางการสมัครงานพิเศษขึ้นมาโดยเน้นรับคน Gen Z เพื่อเข้ามาร่วมทีม Startup โดยตรงซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่ม Gen Z มากมาย เพราะสามารถออกความคิดเห็น และถ้าดีจริงยังมีทุนสนับสนุนอีกด้วย เรียกว่า Win-Win ทั้งสองผ่าน และองค์กรก็ไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลง ส่วนอื่นที่ลงตัวกับคนทำงานใน Gen อื่นๆแล้ว เป็นการป้องกันความไม่พอใจของส่วนอื่นด้วย

เมื่อพฤติกรรมการใช้ Social Media มีผลกับการสมัครงาน คนหางานควรทำอย่างไร

เมื่อพฤติกรรมการใช้ Social Media มีผลกับการสมัครงาน คนหางานควรทำอย่างไร

Facebook Twitter หรือ LinkedIn เป็นพื้นที่ส่วนตัวในที่สาธารณะที่คุณเปิดให้คนรู้จักและไม่รู้จักเข้ามาได้ดังนั้นคนที่ใช้ Social Media เพื่อระบายอารมณ์ บอกกล่าวทุกเรื่อราว สะท้อนพฤติกรรมทุกด้านของตัวเองคุณอาจต้องกลับมาคิดใหม่ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อ เมื่อพฤติกรรมการใช้ Social Media มีผลกับการสมัครงาน คุณต้องมีความระวังมากขึ้น

หางาน

พฤติกรรมที่ไม่ควรนำเสนอใน Social Media  ที่คนสมัครงาน และคนทำงานควรที่จะยึดถือ ปฏิบัติไม่เช่นนั้นอาจส่งผลต่อ การสมัครงานและชีวิตความก้าวหน้าในการทำงานของคุณ มีดังนี้

  1. การนำเสนอกิจกรรมที่ส่อไปในทางผิดกฎหมาย เช่น การลงรูปดื่มเหล้า เล่นการพนันด้วยความคะนอง ไม่มีองค์กรไหนอยากได้คนที่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เข้ามาร่วมงาน รวมทั้งการแสดงความหยาบคาย สนุกสนานจนเกินขอบเขตก็ทำให้องค์กรตัดคุณออกจากตัวเลือกได้ง่ายๆ
  2. การใช้ภาษาที่ไม่สุภาพและภาษาวิบัติผิดเพี้ยนบนโลกโซเชียลจะเป็นอีกสิ่งสำคัญ เพราะแสดงออกถึงวุฒิภาวะของคุณ ความเคยชินอาจกลายเป็นความน่ารำคาญหรือความรู้สึกไม่ดีต่อผู้อ่าน
  3. อย่าโกหกเกี่ยวกับประสบการณ์ทำงาน เพราะสามารถสืบต่อไปว่าคุณทำมาจริงๆไหมโดยผ่านสังคมออนไลน์ เมื่อมีการรู้ทีหลังจะสร้างความไม่พอใจให้ผู้รับสมัครทันที
  4. แสดงภาพโป้เปลือยบน Social Media มีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงเรื่องลามกส่อไปในทางอนาจาร ภาพลักษณ์จะไม่ดีทันทีและองค์กรมักกันคนที่มีความคิดเช่นนั้นออกไปจากการพิจารณาเข้าทำงาน การที่คุณเป็นสมาชิกของกลุ่มออนไลน์เหล่านี้ก็ด้วย
  5. การไม่มีปฏิสัมพันธ์ใน Social Media ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่อาจทำให้องค์กรไม่สนใจในตัวคุณ คนที่ขาดการปฏิสัมพันธ์อาจมีปัญหาในการเข้ากับคน หรือเป็นคนหน่ายโลกทัศนคติเช่นนี้องค์กรอาจพิจารณาให้ร่วมงานยาก
  6. บ่นหรือพูดถึงแง่ลบของที่ทำงานเดิม เช่น ด่าเพื่อนร่วมงาน ด่าหัวหน้า แสดงทัศนคติที่ไม่ดีต่อการทำงาน กล่าวร้ายโจมตีผู้อื่น แสดงความคิดเห็นไม่สุภาพ ใช้คำสอดเสียด
  7. เผลอเปิดเผยความลับบริษัท ถ่ายภาพติดเรื่องลับที่องค์กรยังไม่นำเสนอต่อสาธารณชน เช่น ข้อมูลเงินเดือน ผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่ยังไม่นำออกสู่ตลาด อาจจะทำให้ดำเนินคดีก็เป็นได้
  8. การส่งข่าวขยะหรือการแบ่งปันข้อมูลที่ผิดพลาด เช่น แชร์ข้อมูลที่ไม่มีประโยชน์ไม่มีการตรวจสอบก่อนว่าเป็นจริงหรือไม่นั่นแสดงถึงการขาดวิจารณญาณ

หางาน

แม้คุณจะคิดว่า พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวแต่จริงๆแล้วไม่ใช่ดังนั้นจึงควรตั้งค่าความเป็นส่วนตัวการที่คุณตั้งค่าทุกอย่างเป็นสาธารณะถือว่าไม่ปลอดภัยที่สุด และคุณควรจะลบสิ่งที่ไม่เหมาะสม หรือเลือกให้เห็นได้เฉพาะเพื่อน ที่สนิท แต่จริงๆแล้วการลดพฤติกรรมไม่ดีบน Social Media  เป็นเรื่องดีกว่าเพราะทำให้สังคมออนไลน์น่าอยู่มากขึ้น