อาชีพไหนที่ทำให้คุณผู้หญิงเป็นสาวมีเสน่ห์ในสายตาชายหนุ่ม

อาชีพไหนที่ทำให้คุณผู้หญิงเป็นสาวมีเสน่ห์ในสายตาชายหนุ่ม

สาวๆทุกคนมีคุณค่าในตัวเองไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไรก็ตามหากคุณทำงานด้วยความตั้งใจ และพร้อมที่จะทำงานเพื่อส่วนรวมไม่คำนึงถึงแต่ประโยชน์ของตัวเองคุณก็แสนจะมีเสน่ห์แล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีหลากหลายอาชีพที่เสริมให้บุคลิกภาพของคุณผู้หญิงดูมีเสน่ห์น่าสนใจในสายตาคุณผู้ชาย อาชีพเหล่านี่อาจเป็นแนวทางให้สาวๆที่กำลังหางาน สนใจขึ้นมาก็เป็นได้ เรามาดูสิว่ามีงานอะไรบ้าง

ทนายความ (Lawyer)  หนุ่มๆมองว่า   สาวนักกฎหมายและทนายความมีความเซ็กซี่ที่สุด  ความเฉลียวฉลาดและฝีปากกล้ายิ่งทำให้หนุ่ม ๆ ทั้งหลายต่างเทใจให้สาว ๆ ในอาชีพนี้

สาวนักการตลาด (Marketing)  เหล่าสาวๆนักการตลาด สามารถดึงดูดใจจากเพศตรงข้ามได้มากที่สุด นั่นเป็นเพราะว่าผู้ชายส่วนใหญ่ชอบผู้หญิงที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีความฉลาดอยู่ในตัวเอง มีบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือและทักษะในการสื่อสารที่ดี

แม่สาวยอดนักโฆษณา (Advertising)  พวกเธอดูเป็นสาวมั่นแล้ว ยังต้องเป็นสาวหัวสมัยใหม่และมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลาอีกด้วย สำหรับผู้หญิงที่กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ จุดเด่นเหล่านี้ที่ทำให้พวกเธอสามารถสะกดทุกสายตาให้มาอยู่ที่เธอได้

คุณครู (Teacher) ก็มีเสน่ห์ไม่เบา  ว่ากันว่าผู้หญิงที่มีการศึกษามักจะน่าดึงดูดใจจากเพศตรงข้ามเป็นอย่างมาก เพราะผู้หญิงที่มีความรู้จะเป็นที่เคารพของคนทั่วไปที่ได้พบเจอ พูดคุยกันอยู่เสมอ และจะดูมีอำนาจไปโดยธรรมชาติ

นักกายภาพบำบัด (Physical Therapist) พวกเธอมีทักษะและความเชี่ยวชาญในการดูแลสมรรถภาพร่างกาย ที่จะทำให้คุณหนุ่ม ๆ รู้สึกอบอุ่นใจ หรือคุณผู้ชายคิดอะไรกันอยู่นะ อันนี้ต้องลองสืบดู

แอร์โฮสเตส (Flight Attendant) เพราะความสวย หุ่นดี มีบุคลิกดี เก่งภาษา รักในงานบริการ จึงไม่เรื่องแปลกเลยที่จะทำให้อาชีพแอร์โฮสเตสสร้างเสน่ห์ได้อย่างมหาศาล

สาวแบงค์ (Banker)  สวย มีเสน่ห์ แต่งตัวดี มีความสง่างาม และพวกเธอยังรู้วิธีการจัดการเรื่องเงินเป็นอย่างดีด้วย มีแฟนเป็นสาวแบงค์ไม่ต้องกลัวลำบาก

นักบัญชี (Accountant) ดูเป็นผู้หญิงที่มีความสมาร์ท มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีความมั่นใจ และน่าเชื่อถือมาก เพราะคุณหนุ่ม ๆ สามารถไว้วางใจในการเก็บเงินหรือดูแลเงินได้เลย

ตำรวจ (Police Officer) ผู้หญิงที่มีความแข็งแกร่ง สามารถต่อสู้และป้องกันตัวเองได้ ดูเซ็กซี่และน่าค้นหามาก โดยเฉพาะในชุดเครื่องแบบตำรวจเพราะสาว ๆจะดูสวยมากในยามที่กำลังปฏิบัติหน้าที่

ช่างทำผม (Hair Stylist)  น่าแปลกใจจอยู่สักหน่อย แต่ผู้ชายเทใจให้เพราะ สิ่งที่ทำให้คุณผู้ชายทั้งหลายทึ่งในความสามารถในการตัดผม การออกแบบทรงผมให้กับลูกค้า

สาวๆคนไหนกำลังมองหางานอยู่อาจพิจารณาอาชีพข้างต้นนี้ดูก็น่าจะดีไม่น้อยมากกว่าการสร้างเสน่ห์ให้ตัวเองแล้ว อาชีพเหล่านี้ยังสร้างรายได้ให้คุณได้มากทีเดียว ถ้าสามารถหางานในอาชีพดีๆเหล่านี้ได้ก็น่าจะมีความสุขกับการทำงานไม่น้อยเลย

 

โตขึ้นอยากเป็นอะไร คำถามเดิม ที่คำตอบที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย

โตขึ้นอยากเป็นอะไร คำถามเดิม ที่คำตอบที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย

เราทุกคนน่าจะเคยถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร คำตอบของคนแต่ละยุคสมัยก็น่าจะแตกต่างกันไป และในวันนี้หากเราถามเด็กยุค 4.0 ว่า อาชีพในฝันของเด็กยุคใหม่คืออะไร คำตอบที่ได้ย่อมแตกต่างออกไปเพราะการหางานในยุคสมัยนี้มีการเปิดกว้าง มีหลากหลายอาชีพ และมีหลายอย่างที่เราไม่เคยคิดว่าจะเป็นอาชีพแต่วันนี้กลายเป็นอาชีพ เรามาดูกันสิว่าเด็กไทยอยากทำงานอะไร

  1. อาชีพหมอยังคงเป็นอาชีพในฝันของคนทุกสมัย แต่เด็กสมัยนี้จะระบุชัดว่าอยากเป็นแพทย์เฉพาะด้านใด  เช่น แพทย์ทางด้านสมอง แพทย์ทหาร และแพทย์ผิวหนัง
  2. ชัดเจนขึ้นกับอาชีพ นักกีฬา เด็กส่วนใหญ่อยากเป็นนักฟุตบอลนอกจากความเท่แล้วยังรู้ว่าได้ค่าตอบแทนมหาศาล และสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติได้
  3. อาชีพใหม่มาแรงอย่าง เกมเมอร์ หรือ นักแคสเกม เด็กหลายฝึกฝนเพื่อไปถึงจุดที่สามารถประกอบอาชีพได้ ในวงการเกม อาชีพนี้สร้างรายได้และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศได้เช่นกัน
  4. การรับรู้ถึงอาชีพเชฟ ที่ขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น ภาพของเชฟในการรับรู้ของเด็กยุคใหม่ชัดเจนมากขึ้นกว่าคนทำอาหาร และมองเห็นคุณค่าของอาชีพมากขึ้น ภายใต้อาชีพที่ดูเหมือนจะอยู่แค่ในครัว เด็กๆได้เรียนรู้จากสื่อมากขึ้นมามีบทบาทความรับผิดชอบมากมายและก็แฝงความเท่ไว้ไม่ต่างจากอาชีพหลักๆ
  5. ทหารและตำรวจ ยังคงไม่เคยหายไปจากอาชีพในฝัน เป็นอาชีพที่เท่ในสายตาเด็กๆเสมอ เพรามีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองประเทศ ได้รับใช้ประชาชนและประเทศชาติ ผู้บริหาร Adecco ชี้ผลสำรวจอาชีพในฝันสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน
  6. นักดนตรี ศิลปิน อาชีพที่เดิมเป็นเพียงพรสวรรค์ ปัจจุบันมีสถาบันเพื่อทำการฝึกฝนอย่างจริงจังและเตรียมพร้อมสู่การเป็นศิลปินมืออาชีพ เด็กหลายคนที่รู้ตัวว่าชอบอะไรได้เข้ารับกรฝึกฝนอย่างจริงจังตั้งแต่ยังเล็ก
  7. น่าชื่นใจที่อาชีพ นักสังคมสงเคราะห์ จิตอาสา และกู้ภัย เป็นอาชีพที่เด็กไทยอยากทำ สะท้อนให้เห็นว่าเด็กไทยเริ่มเห็นความสำคัญของการช่วยเหลือผู้อื่น และทำประโยชน์ให้กับสังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

เราจะเห็นได้ว่าเด็กรุ่นใหม่ มีทัศนคติต่อการหางานที่แตกต่างจากเดิม ทัศนคติต่อรูปแบบการทำงานมีความแตกต่างกันออกไปโดยไม่ยึดติดกับหารหางานประจำรายได้สูง ที่ให้คามมั่นคงแต่มีทัศนคติที่ดีต่องานอิสระและการเป็นผู้ประกอบการ การสร้างเส้นทางอาชีพและไลฟ์สไตล์ที่ลงตัว เมื่อเด็กบอกถึงอาชีพที่อยากทำก็คงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่จะช่วยให้ความฝันของเด็กๆเป็นจริง  การเรียนการสอนควรเน้นเรียนรู้ทักษะแก้ไขปัญหา ทักษะทางสังคม ส่งเสริมการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

 

ฟรีแลนซ์ แท้จริงอิสระอย่างที่ต้องการหรือไม่

ฟรีแลนซ์ แท้จริงอิสระอย่างที่ต้องการหรือไม่

 

การทำงานเป็น Freelance นั้นข้อดีก็มีอยู่มากมาย สิ่งที่ดีที่สุดนั้นก็คงเป็นการที่คุณไม่ต้องเข้างาน 8 โมงเช้า เลิกงาน 5 โมงเย็น ต้องเอาตัวเองไปทำงานในออฟฟิตผ่านรถติดกว่าชั่วโมง มีภาษีสังคมมากมายตามมาก ต้องเจอเจ้ากรรมนายเวรที่บางทีมาในรูปเพื่อนร่วม  คุณอาจได้รายได้ดีกว่าการทำงานประจำหลายเท่าตัว แต่เหรียญมีสองด้านแน่นอนเพราะอีกด้านของการทำงาน Freelance ที่ไม่ได้สวยงาม และ อิสระก็มีเหมือนกัน เราอยากให้คนที่กำลังจะหางานเป็น Freelance ได้ลองพิจารณาดู

 

  1. การทำงานฟรีแลนซ์ทุกอย่างจะมาอยู่ที่คุณ จะต้องทำงานคนเดียว ตัดสินใจคนเดียว ต้องทำทุกอย่างตั้งแต่ หางาน  นำเสนองานพูดคุยกับลูกค้า จึงควรเป็นคนที่มีทักษะในการติดต่อประสานงานที่ดี มีความสามารถในการตัดสินใจ
  2. ต้องรับมือกับการแก้งาน ที่อาจหาที่สิ้นสุดไม่ได้ การแก้ไขจาก Feedback ลูกค้า เป็นเรื่องปกติ หากมันคือ 1-2 ครั้ง แต่บางครั้งมันไม่จบเท่านั้น ดังนั้นอย่าลืมที่จะทำการตกลงว่าขอบเขตการแก้ไขงานจะเป็นอย่างไร
  3. ไม่ใช่จะมีงานเข้ามาทุกเดือน อย่าฝากความหวังกับความสำเร็จที่ผ่านมา จะหางานยังไงให้มันพอดีกับค่าใช้จ่ายและการดำรงชีวิตสิ่งนี้ต้องคิดด้วย การทำงานฟรีแลนซ์แม้คุณจะมี Portfolio ที่ดีก็ไม่ได้การันตีว่างานจะวิ่งมาหาคุณตลอด
  4. ถ้าอยากรุ่งในวงการนี้ อย่าลืมฝึกทักษะภาษาอังกฤษ เพื่อขยายฐานลูกค้า เวลาที่ทำงานในองค์กรใหญ่จะมีหน่วยสนับสนุนจัดการเรื่องต่างๆในการประสานงานให้คุณแต่นี่ไม่มีคุณต้องลุยเดียวฉะนั้นไปฝึกภาษามาจะดีกว่า
  5. อย่าพยายามหารายได้จากทางเดียว น้อยนักที่การทำงานเป็น Freelance แพงสายงานเดียวจะสร้างรายได้ให้คุณได้มากพอ ควรฝึกฝนทำงานในสายงานที่ใกล้เคียงไว้ด้วยเพื่อเพิ่มโอกาสในการได้งานและลดต้นทุนในการต้องไปจ้างงานต่อให้ผู้อื่นรับไปทำ
  6. เคยเบื่อเพื่อนร่วมงาน แต่นี่อาจจะเหงานจนอยากกลับไปเจอความวุ่นวาย เพราะคุณจะทำงานแบบไม่มีเพื่อนทำงานเลย ความเปล่าเปลี่ยว เดียวดาย มันเกิดขึ้นได้ สังคมแบบเดิม เช่น ดาร Hangout หลังเลิกงาน การไปเที่ยว Outing กับบริษัทมันก็หายไปนะ
  7. คงห่างไกลคำว่า อิสระทางการเงิน หกคุณขาดความรับผิดชอบทางการเงินจง วางแผนการใช้จ่าย เก็บออมเงินสำรองอย่างน้อย 6 เดือน เพราะ Freelance แถวหน้าก็ยังไส้แห้งได้ในบางโอกาส ยิ่งเจอ Credit Term ยาวๆแบบ 60 วันงานนี้ก็อาจใจหายได้ถ้าไม่มีเงินสำรองเลี้ยงชีพตัวเอง

เราเพียงนำเสนออีกด้านของงาน Freelance ให้คุณพิจารณากันดู ทุกอาชีพและรูปแบบการทำงานมีข้อจำกัดและความท้าทายทั้งนั้น คนทำงานทุกคนต้องรับมือและเรียนรู้กันไป ไม่ว่าทำงานอะไรก็จะมีความสุขได้ทั้งนั้น

 

นักบัญชี รับไปเลยจ้าตำแหน่ง “อาชีพที่ไม่ตกงาน”

นักบัญชี รับไปเลยจ้าตำแหน่ง “อาชีพที่ไม่ตกงาน”

เรียนจบบัญชีสบายไปร้อยอย่าง คำพูดนี้น่าจะจริง เพราะไม่ว่าธุรกิจจะเปลี่ยนรูปแบบไปยังไงเรื่องเงินทองและเรื่องบัญชีก็ยังคงมีความสำคัญตราบใดที่ยังมีการซื้อขาย มีเงินเข้าและออก “นักบัญชี” ก็ยังคงมีความสำคัญอยู่เสมอ ข้อดีของการเรียนจบบัญชีนั้น นอกจากการหางาน หรือ สมัครงานที่ไหนก็แสนจะง่ายดายมีคนอ้าแขนรับแล้วก็ยังมีข้อดีอื่นๆอีกมากมาย และตอนนี้ก็ยังมีแนวโน้มว่าเป็นอาชีพที่ขาดแคลนอยู่ไม่น้อยถ้าใครคิดจะเรียนบัญชีก็น่าจะไม่ต้องกังวลกับการหางาน  ว่าแล้วมาดูข้อดีของการเรียนบัญชีกันเถอะ

  1. มีงานรองรับแน่นอน “นักบัญชี” คืออาชีพที่ทุกบริษัทหรือองค์กรจำเป็นต้องมี และยังเป็นอาชีพขาดแคลนและเป็นที่ต้องการที่สุดอยู่ตลอด บางคนอาจโดนจองตัวทำงานกันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบเลยก็ได้  องค์กรหรือบริษัทต่างๆ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ต่างก็แย่งชิงตัวนักบัญชีหรือผู้สอบบัญชี
  2. ค่าตอบแทนสูง และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามประสบการณ์ การผ่านการรับรองจากสมาคมวิชาชีพจะทำให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น ยิ่งหากผ่านการอบรมระดับอินเตอร์ยิ่งได้รับค่าตอบแทนสูงแบบที่น่าตกใจ
  3. เป็นอาชีพเสรี มีโอกาสโกอินเตอร์ทั่วโลก นักบัญชี ถือเป็น 1 ใน 8 อาชีพที่มีข้อตกลงให้สามารถเคลื่อนย้ายไปทำงานได้อย่างเสรีในประเทศสมาชิกอาเซียน นักบัญชีที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญภาษา ก็ยังมีโอกาสโกอินเตอร์สามารถไปทำงานในต่างประเทศพร้อมกับรายได้ที่สูงยิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวด้วย
  4. ไม่ต้องอยู่ประจำองค์กร ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ก็ยังได้ นอกจากจะทำงานประจำนั่งโต๊ะแล้ว นักบัญชีก็ยังสามารถรับทำบัญชีแบบอิสระหรือฟรีแลนซ์ได้ และค่าตอบแทนดีมากด้วย ยิ่งถ้าสามารถก้าวสู่การเป็น “ผู้ตรวจสอบบัญชี” หรือตั้งบริษัทรับทำบัญชีเป็นนายตัวเองยิ่งจะได้รับรายได้สูงขึ้นไปอีก
  5. ไม่มีใครมาแย่งเพราะอาชีพ นักบัญชี และ ผู้สอบบัญชี (Auditor) ถือเป็นวิชาชีพอย่างหนึ่งที่ต้องผ่านการเรียนและสอบใบประกอบวิชาชีพ มีกฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาบัญชีเท่านั้นถึงจะมาทำหน้าที่นี้ได้ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนสายอื่นมาแย่งงาน
  6.      หลักสูตรมีการเรียนวิชาพื้นฐานอื่นๆ ทางธุรกิจด้วย ทั้งการเงิน (Finance), การตลาด (Marketing), และธุรกิจ (Business)  ทำให้หางานนอกสายงานบัญชีได้  เช่น งานธนาคาร งานที่ปรึกษา งานวางแผนควบคุมภายใน เป็นที่ปรึกษา (Advisory) ให้กับบริษัทต่างๆ ในเรื่องของบัญชีและภาษีได้ หรืออาจจะเป็นนักเขียนโปรแกรมทางบัญชีก็ได้  งานวางระบบบัญชี หรืออื่นๆ ในฝั่งบริหารก็สามารถไปทำได้หมด

 

ตกงานต้องทำยังไง รวมข้อแนะนำดีๆไว้ที่นี่

ตกงานต้องทำยังไง รวมข้อแนะนำดีๆไว้ที่นี่

 

หากคุณกำลังตกงาน ขอให้ตั้งสติให้ดี อย่ามัวนั่งจิตตก มีหลายสิ่งที่คุณต้องทำเพื่อรักษาสิทธิของตัวเอง และเตรียมความพร้อมสู่การหางานใหม่ มาเถอะมาลุกขึ้นสู้ คุณทำได้แน่นอน เราขอเอาข้อแนะนำดีๆมาบอกกล่าวกัน

1.จัดการเรื่องประกันสังคม โดยติดตามเรื่องเงินช่วยเหลือกรณีว่างงาน และ การเลือกว่า จะรักษาสิทธิความคุ้มครองจากสำนักงานประกันสังคมต่อไปหรือไม่   สำหรับลูกจ้างที่มีการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนว่างงาน จะมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือ สำหรับผู้ถูกเลิกจ้าง จะได้รับประโยชน์ทดแทนในอัตรา 50% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 180 วัน สำหรับผู้ลาออกจากงาน ได้รับในอัตรา 30% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ตามเงื่อนไขในการส่งเงินสมทบแต่ละกรณี โดยผู้ประกันตนจะต้องไปขึ้นทะเบียนหางานที่สำนักงานจัดหางานของรัฐ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ว่างงาน

  1.   ตรวจเช็คข้อมูลทางการเงินของตนเองเป็นการด่วนว่า มีสินทรัพย์ หนี้สิน เงินลงทุน ภาระผูกพันอะไรอยู่บ้าง ยังมีแหล่งรายได้ที่ยังเหลืออยู่บ้างไหม และมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ของตนเองและครอบครัวอยู่เท่าไร จัดการกับสุขภาพการเงินของคุณให้ดีอย่างสร้างหนี้เพิ่มและพยายามลดรายจ่าย  ลดรายจ่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต จ่ายให้น้อยลง

4.จัดการเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  ในส่วนเงินสะสมและผลประโยชน์เงินสะสม ส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบ จะได้รับก็ต่อเมื่อคุณปฏิบัติตามเงื่อนไขของกองทุน เช่น มีอายุงานถึงเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อคุณออกจากงานจะมีทางเลือกคือ รับเงินก้อน โดยถือว่าเป็นการลาออกจากระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือไม่รับเงินก้อนนี้ โดยคงเงินไว้ในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก่อน เพื่อรอโอนย้ายไปยังกองทุนสำรองใหม่ของบริษัทนายจ้างในอนาคต

5.มองหางานใหม่เร่งหางานใหม่ให้ได้เร็วที่สุด เป็นเรื่องดีแต่ควรหางานที่จะทำให้มีความสุขระยะยาว โดยพิจารณา ตัวงาน รายได้ และ ผู้ร่วมงาน  เมื่อมีงานที่หมายปองไว้แล้วถึงเวา อัพเดทเรซูเม เพิ่มเติมประสบการณ์และความสามารถลงไปเพื่อเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง และอย่าลืม เปลี่ยนข้อมูลและรูปปถ่ายให้เป็นปัจจุบัน

6.ใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง  ระหว่างหางานใหม่ที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ปล่อยเวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็ควรมีการพัฒนาตนเอง โดยเฉพาะทักษะด้านการสื่อสารในภาษาต่างประเทศ ฟัง พูด อ่าน เขียน และการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์

7.มองหาความท้าทายใหม่ๆ   ถ้าคุณเคยฝันถึงอาชีพอิสระ นี่อาจเป็นโอกาสในการหางานแบบที่ต้องการ การเป็นเจ้านายตนเอง ไม่ต้องคอยเป็นลูกจ้างใคร การทำงานในลักษณะ Freelance อาจจะมาถึงคุณในเวลานี้

  1. ในเมื่อตกงานแล้วก็อู้สักหน่อย ไปชาร์จแบตตัวเองให้เต็มที่ ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ต้องทำงาน ใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างเต็มที่ เดินสายพบปะสังสรรค์ ญาติที่ห่างหาย เพื่อนฝูง หรือผู้ร่วมงานเก่าๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต มีแรงแล้วก็หางานใหม่ อย่าเครียดจนเกินไปยิ่งจะทำร้านตัวเองไปกันใหญ่

 

Tourism Management เขาเรียนอะไรกัน จบมาแล้วหางานอะไรได้บ้าง

Tourism Management เขาเรียนอะไรกัน จบมาแล้วหางานอะไรได้บ้าง

การจัดการการท่องเที่ยวนั้นสำคัญมากในยุคที่ประเทศไทยได้ประกาศตัวเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว ในการจัดการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวโดยการใช้รูปแบบดั้งเดิมตามสัญชาตญาณนั้นไม่เพียงพอแน่นอนสำหรับการทำธุรกิจท่องเที่ยว  เราจึงพบว่าหลากสถานบันมีหลักสูตร Tourism Management  ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าเรียนอะไรกันบ้าง

หลักสูตร Tourism Management   จะเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนในการทำงานในธุรกิจท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันก็ยังบูรณาการทักษะของการบริหารจัดการการบริการไว้อย่างลงตัวผู้เรียนจะได้พัฒนาทักษะการบริหารจัดการ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวและการบริการ โดยประกอบด้วยการเรียนภาคทฤษฎีกับผู้เชี่ยวชาญ และกรณีศึกษาต่าง ๆ ที่จะทำให้มีความเข้าใจถึงประเด็นและคอนเซ็ปที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการอย่างครอบคลุม ผู้เรียนจะได้เรียนทักษะที่หลากหลาย เช่น การจัดทำนโยบายและแผน พร้อมกับการพัฒนาศักยภาพด้านการทำวิจัย การบริหารเวลา และทักษะการนำเสนองาน

คำถามต่อมาก็คงไม่พ้นว่า เรียนจบแล้วจะหางานอะไรทำ ไม่ต้องกังวลไปเลยเพราะผู้ที่จบสาขานี้สามารถหางานตรงสายงาน หรือ หางานนอกสายงานก็ได้ ล้วนแต่เป็นงานที่ท้าทายและสร้างรายได้ได้อย่างน่าพอใจ  จากสถิติพบว่า สำหรับเด็กที่จบไป สามารถหางานได้มากถึง 77 % เลยทีเดียว โดยตำเเหน่งที่นิยมมาก  คือ ผู้จัดการevent, marketing รวมไปถึง บริษัทเอเย่นต์ท่องเที่ยว

การทำงานที่ตรงสาย   อาทิ ตำแหน่ง  Travel Manager  ,Tourist information Centre manager, Tourist Information Center representative, Travel Agency Manager

ส่วนงานที่ไม่ตรงสายที่เรียนมาแต่ใช้ทักษะที่เรียนมาประยุกต์ใช้ได้ ได้แก่ Customer Service Manager, Event Organizer, Hotel Manager, Marketing Executive , Outdoor activities/outdoor education manager

บริษัทที่จ้างงานนั้นมีมากมาย นอกจากจะหางานในสายท่องเที่ยวเเล้ว สามารถหางาน sub-sectors หรือ ธุรกิจย่อยๆที่อยู่ในสายการท่องเที่ยวได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น สายการบิน โรงเเรม พิพิธภัณฑ์   ทักษะที่บริษัทต่างๆมองหาในตัวผู้ที่จบมาทาง Tourism Management  ได้แก่  ความเป็นผู้นำ (Leadership) เพราะต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจหลายอย่างและรองรับความต้องการของผู้รับบริการที่หลากหลาย   การทำงานเป็นทีม(Teamwork)  คุณต้องร่วมงานกับผู้คนที่หลากหลาย ทั้งเพศสภาพ ความเชื่อ วัฒนธรรม การมีทักษะทำงานเป็นทีมจะช่วยให้คุณยอมรับผู้อื่นและสร้างการยอมรับได้     ทักษะในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า(Problem-solving ability) สถานการณ์ที่ต้องเจอนั้นส่วนใหญ่เป็นการผสานผลประโยชน์ให้ผู้รับบริการและสร้างความประทับใจ หลายครั้งที่มีปัญหาที่เราอาจเรียกว่ามันแสน งี่เง่า แต่มันไม่ใช่เรื่องที่คุณจะสามารถใช้อารมณ์ได้แต่ต้องใช้สติในการแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด  ทักษะด้านการสื่อสาร (Communication skills, with a strong customer focus) ในที่นี้หมายถึงการใช้ภาษาอังกฤษและภาษาที่สามอย่างคล่องแคล่ว รวมถึงความสามารถในการนำเสนอ ( Presentation skills) สื่อสารเพื่อการโน้มน้าวจิตใจคู่สนทนาด้วย  (Customer-centric strong) ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตเบื้องต้น (Basic computer skills)  ซึ่งเป็นปกติที่ควรต้องมีอยู่แล้ว

 

จบการท่องเที่ยวและการโรงแรมหางานอะไรดีนะ

จบการท่องเที่ยวและการโรงแรมหางานอะไรดีนะ

 

แน่นอนว่าสายงานที่ตรงสุดๆก็คงจะเป็นตามชื่อของสาขาที่เรียนจบมา คือ  ทำงานไกด์ การโรงแรม แต่คุณรู้หรือไม่ว่ามีสายงานอื่นๆที่คุณสามรถใช้ทักษะที่เรียนมาไปประกอบอาชีพและหางานได้หลากหลาย มาดูกันดีกว่าว่ามีงานอะไรบ้าง

  1.    มัคคุเทศก์ อาชีพความฝันของใครหลายๆ คน แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเป็นได้เพราะต้องมีการสอบเพื่อถือบัตรรับรองความสามารถในการเป็นไกด์ ดังนั้นใครที่อยากเป็นจริงจังเลยก็ต้องไปหาเรียนเพิ่มความรู้และประสบการณ์  คนที่จบการท่องเที่ยวและการโรงแรมมีโอกาสในการหางานไกด์ได้ง่ายกว่าคนที่จบสาขาอื่นเพรามีวิชาเรียนโดยเฉพาะ
  2.    บริษัททัวร์  สำหรับงานนี้เหมาะกับคนที่ชอบการเที่ยว นำเที่ยวและทำงานที่ได้คลุกคลีกับสถานที่ท่องเที่ยว รักในการบริการนักท่องเที่ยว ต้องเข้าใจระบบการท่องเที่ยว เรียนเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการโรงแรมนั้นมีภาษีดีอยู่แล้ว หากบวกกับความรู้ด้านการตลาดเข้าไปด้วยยิ่งจะทำให้การทำงานบริษัททัวร์เป็นไปได้ดี
  3. 3. ทำงานเป็นพนักงานโรงแรม ซึ่งมีหลากหลายตำแหน่ง  แน่นอนว่าเรียนการโรงแรมมาก็ต้องมีอาชีพเกี่ยวกับโรงแรม สำหรับคนที่สนใจงานด้านโรงแรมโดยตรงก็จะมีโอกาสได้ใช้สิ่งที่เล่าเรียนมาให้เกิดประโยชน์
  4. 4. ทำธุรกิจ โฮสเทลดูเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยบริหารงานด้วยตัวเองซึ่งคุณได้เรียนรู้มาจากการเรียนแล้วว่าการจัดการท่องเที่ยวและการโรงแรมที่ดีเป็นอย่างไร หากมีประสบการณ์และเงินทุนก็น่าจะเป็นช่องทางที่ดีที่ทำให้สร้างกิจการและรายได้ที่มั่นคงจากการทำธุรกิจที่พักแบบในฝันของคุณ
  5.    คอลัมนิสต์   เป็นอาชีพที่สามารถใช้สิ่งที่เรียนมาเล่าให้คนอื่นฟังต่อ หากมีทักษะในการสื่อสารคุณสามารถเปลี่ยนเรื่องราวการไปท่องเที่ยวและการพบปะผู้คนมากมายจากการทำงานการท่องเที่ยวและโรงแรมมาเล่าให้ผู้อื่นฟัง และสร้างรายได้ได้อีกด้วย
  6.    ทำ Startup  ด้วยไอเดียการแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ยกตัวอย่าง แอพพลิเคชั่นที่ดูแลการท่องเที่ยว การเดินทาง โรงแรมที่พักอาศัย คนที่จบมามีความรู้ประเภทนี้ก็อาจจะสามารถเอาความรู้มาใช้ได้
  7.  7.   ธุรกิจสินค้า นำเข้า/ส่งออก  ด้วยความที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศต่างๆ คนที่เรียนด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรมก็อาจจะได้เปรียบเรื่องการทำความเข้าใจสินค้าตามท้องถิ่นต่างๆ ไกด์บางคนก็พูดได้หลายภาษาเพราะฉะนั้นการประสานงานเพื่อนำสินค้าดีๆเข้ามาขายน่าจะเป็นอีกช่องทางทำกินที่น่าสนใจ

ในขณะที่ประเทศไทยยังมีจุดแข็งเรื่องการท่องเที่ยวอยู่นี้การเรียนในสาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรม ก็ยังเป็นที่ต้องการในตลาดงานภาคบริการอยู่มาก หากคุณคือคนที่รักในงานบริการ และ มีทัศนคติที่ดีต่อการทำงานร่วมกับคนหมู่มากที่มีความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมการเรียนในสาขานี้น่าจะตรงกับความชอบและใช้ประโยชน์ได้มากทีเดียว

 

ทำไมเด็กจบใหม่ถึงหางานยาก เรื่องนี้มันมีเหตุผล

ทำไมเด็กจบใหม่ถึงหางานยาก เรื่องนี้มันมีเหตุผล

มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กจบใหม่จะหางานได้ยาก โยทั่วไปเรามักตอบแบบกำปั้นทุบดินว่าเพราะเด็กจบใหม่นั้นยังขาดประสบการณ์แต่ถ้าเรายึดแค่เหตุผลนี้มันก็คงอธิบายไม่ได้ว่าแล้วคนทำงานจะเข้าสู่การทำงานได้อย่างไรในเมื่อทุกคนต้องเคยเป็นเด็กจบใหม่ เบื้องหลังของการที่เด็กจบใหม่หางานยากนั้นเป็นเพราะเรามาดูกันดีกว่า

  1. แน่นอนว่า ไม่มีประสบการณ์การทำงานมาก่อนคือเหตุผลสำคัญ ถ้าคุณคือคนที่เรียนอย่างเดียวไม่เคยทำงานอะไรเลยก็คงต้องแพ้ไปเมื่อมาสมัครงาน เพราะในขณะที่เรียนหลายคนสามารถหาประสบการณ์ทำงานในลักษณะ การทำงาน Part-Time ได้
  2. ความสามารถ ยังไม่โดดเด่นมากพอไม่มีทักษะหรือความสามารถที่เพียงพอและเหมาะสมกับตำแหน่งที่สมัครไป รวมถึงไม่มีอะไรที่โดดเด่นแตกต่างจากคนอื่น ๆ เราพูดกันหลายครั้งถึงทักษะพื้นฐานที่ควรมีเห็น IT และ ภาษา เป็นสิ่งที่คนที่กำลังจะเรียนจบควรที่จะฝึกฝนตัวเองให้พร้อมนอกจากทักษะความสามารถที่จำเป็นในแต่ละสายอาชีพแล้ว ทักษะสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ว่าอาชีพหรือคนทำงานในตำแหน่งใดก็ตามควรจะมีก็คือทักษะการเข้าสังคม และการสื่อสาร
  3. มาพร้อมเรซูเม่แสนน่าเบื่อ สิ่งแรกที่จะทำให้บริษัทได้รู้จักกับผู้สมัครและเป็นตัวตัดสินว่าจะเรียกไปสัมภาษณ์งานหรือไม่ คือ เรซูเม่ จึงควรศึกษาวิธีการเขียนจดหมายสมัครงานที่มีประสิทธิภาพ และสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในการเขียนเรซูเม่ให้ดี
  4. ไม่เตรียมตัวให้ดีในการไปสัมภาษณ์งาน ขั้นตอนนี้เองที่ทำให้ใครหลายคนพลาดโอกาสที่จะได้งาน เพราะไม่มีการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะไปสัมภาษณ์งาน เช่น ไม่ศึกษาข้อมูลองค์กร ไม่ศึกษาเส้นทางการเดินทาง และไม่ฝึกตอบคำถามสัมภาษณ์งาน
  5. ยังไม่มีเครือข่าย ไม่แปลกสำหรับคนที่เพิ่งจบใหม่คุณย่อมไม่รู้จักผู้คนนแวดวงมากนักแต่คนที่คุณควรรู้จักคือรุ่นพี่ของคุณที่ทำงานในองค์กรต่างๆเข้าเหล่านี้อาจจะเป็นคนนำพาให้คุณได้งานก็เป็นได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถแนะนำคุณได้
  6. ขาดการติดตามผลการสมัครงาน อย่าลังเลที่จะส่งอีเมลหรือโทรศัพท์ไปสอบถาม หากส่งเรซูเม่ไปสมัครงานหรือไปสัมภาษณ์แล้วไม่ได้รับการติดต่อกลับ หรือแจ้งผลการสัมภาษณ์

นอกจากเหตุผลที่บอกมาแล้วก็ยังมีอีกหนึ่งข้อคิดคือ อย่าท้อแท้เร็วเกินไป ในกรณีที่สมัครงานและไปสัมภาษณ์หลายที่แล้ว แต่ยังไม่ได้งานเสียทีก็อย่าเพิ่งท้อ ยอมแพ้ และเอาแต่โทษสิ่งรอบข้าง แต่ให้ลองมองหาจุดบกพร่องของตัวเองและพยายามพัฒนาให้ดีขึ้นแทน มีค่ำกล่าวที่ว่า ก่อนที่คุณจะสำเร็จต้องล้มเหลวอย่างน้อย 8 ครั้ง นี่คือเวทีจริงในการเรียนรู้ชีวิตจริงๆอย่าเพิ่มท้อนะเด็กจบใหม่

 

Resume แบบนี้อย่าได้ใช้สมัครงาน ไม่อยากพลาดต้องมาดู

Resume แบบนี้อย่าได้ใช้สมัครงาน ไม่อยากพลาดต้องมาดู

Resume คือ สิ่งแรกที่จะทำให้องค์กรรู้จักผู้สมัครงาน ในการสมัครงานถ้าคุณเตรียม Resume ไม่ดีก็คงต้องบอกว่าคุณถูกกันออกมาจากการพิจารณาไปครึ่งตัวแล้ว องค์กรหลายแห่งให้ความสำคัญมากเพราะว่ามันสะท้อนถึงความคิดอ่าน ความมีระเบียบ ความสามารถในการจัดการของผู้สมัครงาน เพื่อไม่ให้คุณคือคนที่พลาดมาดูว่า ไม่ควรทำอย่างไรกับ Resume ของคุณ

  1. อย่าให้ข้อมูลเท็จ การบิดเบือนข้อมูล หรือ พูดเกินจริง เมื่อถูกตรวจสอบพบมีแนวทางเดียวคือไม่รับพิจารณาใบสมัครของคุณ มันยังทำให้คุณดูไม่มีจริยธรรมความซื่อสัตย์อีกด้วย
  2. รูปแบบของ Resume มีสีสันเกินไปไม่เป็นมืออาชีพ จนดูไม่เป็นทางการ แสดงถึงการที่คุณขาดรสนิยมและมีความคิดอ่านวกวน
  3. ณุปถ่านที่ไม่ควร เช่น รูปใส่ชุดครุย รูปถ่านที่ทำการเซลฟี่ ใส่ชุดไม่เรียบร้อย
  4. ใช้ขนาดตัวอักษรเล็กหรือใหญ่เกินไปและไม่ตรวจสอบว่าใช้แบบเดียวกันทั้งเอกสารหรือไม่ แนะนำให้ใช้ตัวอักษรขนาด ควรอยู่ที่ 16pt หรือเล็กที่สุดคือ 12 pt
  5. ยาวเกินไป เนื้อหาไม่ควรยาวเกิน 2 หน้ากระดาษ A4 เน้น ข้อมูลที่สำคัญ ผลงานความสำเร็จที่อยากนำเสนอเป็นพิเศษ ก็พบแล้วอย่าเอาอะไรมาเยอะเกินความจำเป็น
  6. ส่งด้วย Email ออฟฟิศที่ทำงานปัจจุบัน มันจะแสดงว่าคุณใช้เวลาและทรัพยากรบริษัทมาใช้ในเรื่องส่วนตัว
  7. ชื่อ Email ไม่เหมาะสม เช่นคำว่า naruk eiei ที่มีในชื่อ e-mail ควรที่จะใช้ชื่อและใช้ตัวย่อของนามสกุลจะดีกว่าเป็นชื่อ e-mail
  8. ไม่ต้องนำเสนอสิ่งที่เคยทำเมื่อนานมาแล้ว ควรเสนอผลงานปัจจุบันให้มากที่สุด งานที่เก่าเกิน 10-15 ปี ไม่จำเป็นต้องนำมาเสนอ
  9. ไม่ตรวจทาน พื้นฐานไวยากรณ์มั่ว หรือพิมพ์ตัวสะกดผิด แสดงถึงความไม่ใส่ใจของคุณ
  10. ลืมที่จะบอกว่าทำไม่จึงอยากร่วมงานกับองค์กร

เรื่องพลาดๆพวกนี้ไม่เพียงแต่เกิดกับผู้สมัครงานมือใหม่ผู้ที่ผ่านการทำงานมานานก็มักตกม้าตายเพราะไม่เตรียมตัวและคิดว่า Resume ไม่สำคัญกับการสมัครงานคุณคิดผิดแล้วบางคนนั้นส่ง Resume ที่ไม่เรียบร้อยไป HR จะไม่ดูอะไรเลยและพร้อมโยนทิ้งทันที ฉะนั้นจำไว้เสมอว่านี่คือสิ่งที่จะสร้างความประทับใจให้กับองค์กรในการเลือกคุณไปสัมภาษณ์และรับเข้าทำงาน ปัจจุบันมีการแนะนำวิธีการเขียนและนำเสนอ Resume มากมายควรหาเวลาศึกษาเพื่อที่จะทำให้คุณสามรถนำเสนอ Resume ที่สร้างความประทับใจได้   ยิ่งหากเป็นการส่ง Hard Copy ไปทางไปรษณีย์คุณยิ่งต้องให้ความสำคัญในเรื่องหมึกพิมพ์ กระดาษ การจ่าหน้าซอง เพราะทุกอย่างทุกขั้นตอนมันสามารถสะท้อนความตั้งใจของคุณได้

เจาะเทรนด์คนรุ่นใหม่อยากทำงานกับ Startup ความท้าทายที่ต้องพร้อมรับความเสี่ยง

เจาะเทรนด์คนรุ่นใหม่อยากทำงานกับ Startup ความท้าทายที่ต้องพร้อมรับความเสี่ยง

รูปแบบการทำงานแบบใหม่ที่น่าสนใจของคนรุ่นใหม่คือรวมงานกับ Startup เด็กจบใหม่หลายคนอยากสมัครงานร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Startup เพราะมองว่ามีความท้าทายสูง มีโอกาสในการคิดริเริ่มอะไรใหม่ๆ เราจึงเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งที่หันหลังให้การสมัครงานในองค์กรใหญ่ๆ หรือไม่สนใจการสมัครงานราชการ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจเช่นนี้ควรมองอีกด้านของการทำงานกับ Startup  เพราะบนความท้าทายก็ต้องพร้อมรับความเสี่ยงในเรื่องเหล่านี้ด้วย

อย่างแรก เรื่องเงินๆทองๆ  คุณอาจได้เงินเดือนและผลประโยชน์ไม่แน่นอน ไม่เหมือนบริษัทใหญ่ๆ ไม่มีมาตรฐานว่าเงินเดือนสตาร์ทอัพต้องจ่ายเงินเดือนค่าตอบแทนให้ผู้ร่วมงานเท่าไหร่อาจจะขึ้นกับผลประกอบการหากคุณต้องการรายได้ประจำเพื่อจัดการค่าใช้จ่ายนี้อาจไม่ตอบโจทย์คุณ

ต่อมาถามตัวเองว่าทนต่อการเปลี่ยนแปลงหรือการไม่มีรูปแบบได้หรือไม่ ถ้าคุณชอบอะไรที่ค่อนข้างไม่มีการเปลี่ยนแปลงไม่ต้องปรับตัวมาก คุณอาจไม่เหมาะกับวิถีนี้ เพราะ Startup นั้นต้องทำอะไรเร็ว ล้มเหลวเร็วแก้ไขเร็วถ้าคุณไม่ตอบสนองวัฒนธรรมเช่นนี้จะอยู่ยาก

อย่าถามหาโครงสร้างตายตัว หรือความก้าวหน้าในงาน เพราะ Startup มักจะทำงานบนพื้นฐานขององค์กรแนวราบคุณอาจไม่รู้ว่าอีก 3-5 ปีคุณจะอยู่จุดไหนขององค์กร  ไม่แน่ชัดว่าต้องอยู่ภายใต้คำสั่งใคร คุณอาจทำงานโดยไม่มีหัวหน้าไม่มีคนมาช่วยติวช่วยสอนงาน  ถ้าหวังจะมีคนสอนงานที่เป็นระบบจงไปองค์กรใหญ่ๆ

ความกดดันมีอยู่ทุกอณูอากาศ เพราะความท้าทายมักมาพร้อมความกดดัน เสมอ ต้องเร็วต้องรีบต้องเยี่ยมต้องดีต้องโดดเด่น การเป็นยูนิคอร์นอาจจะไม่ได้มาพร้อมความสวยหรูสบายคิดอย่างสร้างสรรค์ไร้แรงกดดันเพราจริงๆทุกการทำงานต้องการผลลัพธ์ Startup ก็เช่นกัน

 

ไม่ค่อยมีทรัพยากร ต้องเข้าใจคำว่าริเริ่ม การเริ่มต้นนั้นจะถามหาทรัพยากรที่มาสนับสนุนการทำงานคงยากแต่ละคนต้องดูแลตัวเองใช้ของร่วมกันให้เกิดประโยชน์ ไม่มีฝ่ายสนับสนุน ทุกคนทำงานหลายฟังก์ชั่น ไม่เหมือนองค์กรขนาดใหญ่ที่คุณอาจจะโฟกัสแค่งานของคุณแต่นี่คือต้องทำทุกอย่าง

สถานการเงินของ Startup อาจไม่เสถียร หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุน คราวนี้การจ้างงานอาจไม่ต่อเนื่อง ถ้านักลงทุนเขาถอนทุนขึ้นมา ทุกคนใน Startup อาจต้องจบการทำงานที่ตรงนี้ ถ้ามองว่าเป็นการหาประสบการณ์ก็สามารถทำได้แต่พิจารณาดีๆการใช้เวลา 1-2 ปีไม่แย่ที่คุณจะเรียนรู้แต่ถ้ามีภาระทางการเงินคิดดูให้ดีๆก่อนลงมาร่วมงานกับ Startup บางคนก้าวเท้าเข้ามารับแรงกดดันไม่ไหวถอยไปก็มาก ยังไงคิดให้ดี